“ดีต่อใจ” วิตามินดีช่วยผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวได้

หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่าวิตามินดีเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจที่ก่อให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลว

การศึกษาโดยเจ้าหน้าที่ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Leeds ที่อังกฤษพบว่าการรับประทานวิตามินดีทุกวันสามารถช่วยผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวได้อย่างมีนัยสำคัญ

การวิจัยนี้เก็บตัวอย่างจากคนไข้โรคหัวใจกว่า 160 คน ซึ่งถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกนักวิจัยให้รับยาปลอมที่มีแป้งเป็นส่วนผสมและไม่มีฤทธิ์ยา กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ให้ทานวิตามินดีทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปี

ผลการวิเคราะห์ชี้ว่ากลุ่มที่รับประทานวิตามินดีทุกวัน มีการเต้นของหัวใจดีขึ้นร้อยละ 26 ถึง 34

อาจารย์ Klaus Witte หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่าวิตามินดีเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจที่ก่อให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลว

ผลงานชิ้นนี้ถูกนำเสนอในประประชุมการแพทย์ประจำปีของ American College of Cardiology ครั้งที่ 65 ที่นครชิคาโกเมื่อต้นสัปดาห์นี้

การค้นพบนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อคนจำนวนมาก เพราะปัจจุบันประชากรโลกกว่า 23 ล้านคนเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่มีอายุอย่างน้อย 75 ปี

5 สัญญาณอันตราย “นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ”

วันก่อนเพิ่งเห็นเพื่อนในเฟซบุ๊คโพสว่าอยู่โรงพยาบาล สอบถามได้ความว่าเป็นโรค “นิ่วกระเพาะปัสสาวะ” แถมเขายังบอกอีกว่า คุณหมอกล่าวว่าพบในวัยทำงานค่อนข้างบ่อย แถมยังเจอในทุกเพศทุกวัยอีกด้วย ไม่ได้การแล้วต้องรีบมาเตือนทุกคนระวังตัวกันด่วนๆ เลยค่ะ

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ คืออะไร?

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เป็นหนึ่งในโรคนิ่วที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินปัสสาวะ ที่อาจเกิดนิ่วได้ทั้งในไต หลอดไต และกระเพาะปัสสาวะ โดยจะพบเป็นก้อนนิ่วเล็กๆ ตั้งแต่ขนาดเล็กกว่า 1 ซม. ไปจนถึงใหญ่กว่า 5 ซม. อาจมีก้อนเดียว หรือหลายก้อน และอาจมีลักษณะแข็งมาก ค่อนข้างแข็ง หรืออาจจะค่อนข้างนุ่มได้ ขึ้นอยู่กับสารประกอบที่ทำให้เกิดนิ่วของแต่ละผู้ป่วย ส่วนใหญ่กว่า 80% อาจจะพบเป็นสารแคลเซียมออกซาเลต นอกจากนี้อาจมีสารแคลเซียมฟอสเฟต แอมโมเนียมยูเรท กรดยูริก หรืออื่นๆ ได้

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ มีสาเหตุมาจากอะไร?

– ปัสสาวะกักค้างในกระเพาะปัสสาวะเรื้อรัง หรือเป็นเวลานาน ทำให้มีการตกตะกอนของปัสสาวะ จนกลายเป็นก้อนนิ่ว

– กระเพาะปัสสาวะระคายเคืองเรื้อรัง

– ก้อนนิ่วอาจจะตกมาจากไต แล้วมาอยู่ในกระเพาะปัสสาวะแทน

– ดื่มน้ำน้อยเกินไป จนทำให้ปัสสาวะเข้มข้น เกิดอาการตกตะกอนจนเป็นก้อนนิ่วได้ง่ายขึ้น

– รับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีแคลเซียม ออกซาเลตสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น โยเกิร์ต ถั่วรูปไต ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รีต่างๆ มะเดื่อ แครอท บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บรอคโคลิ หัวหอม มะเขือเทศ ผักกะเฉด และยอดผักทั้งหลาย

ใครที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ?

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ อาจเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย อาจพบในวัยทำงาน และเพศชายมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ มีอาการอย่างไร?

ปวดท้อง บริเวณท้องน้อย โดยมีอาการปวดเรื้อรัง คือปวดเรื่อยๆ ไม่หาย และอาจมีอาการปวดหลังเรื้อรังร่วมด้วย

ปัสสาวะมีสีผิดปกติ อาจมีสีขุ่นๆ เหมือนมีผงแป้ง หรืออาจมีเลือดปนเหมือนน้ำล้างเนื้อ บางครั้งอาจมีก้อนนิ่วหลุดออกมาด้วย

มีอาการผิดปกติเมื่อปวดปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยเกินไป ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ปวดแสบปวดร้อน ปัสสาวะขาดตอน ปวดเบ่ง หรือปัสสาวะหมดแล้ว แต่ยังรู้สึกปวดปัสสาวะอยู่ หรืออั้นปัสสาวะไม่ได้

หากก้อนนิ่วหลุดไปอุดตันทีท่อปัสสาวะ อาจมีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง และปัสสาวะไม่ออก จนกระเพาะปัสสาวะอาจอักเสบจากการตกค้างของปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะ

อาจมีอาการไข้ หรือปวดข้อร่วมด้วย

ป้องกันโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้อย่างไร?

ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นมากเกินไป จนตกตะกอนเป็นนิ่ว โดยแพทย์แนะนำว่าให้ดื่มน้ำราวๆ วันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้การจำกัดอาการที่มีแคลเซียม และออกซาเลตสูง ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้เช่นกัน (ทานได้ตามปกติ แต่อย่าทานอาหารเหล่านั้นเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นเวลานาน ควรทานอาหารให้หลากหลาย)

หากใครมีอาการปวดท้องน้อยบ่อยๆ และรู้ตัวว่าดื่มน้ำน้อย หรือปัสสาวะผิดปกติ อย่าลืมปรึกษาคุณหมอโดยด่วน ก่อนที่จะมีอาการหนักไปมากกว่าเดิม เพื่อที่จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีนะคะ

ก.อุตฯร่วมพณ.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น

กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมพาณิชย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น เดินหน้าเกษตร SMEs – หมู่บ้านอุตฯ สร้างสรรค์ ถกรายละเอียดสัปดาห์หน้า

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมแนวทางบูรณาการพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ บูรณาการพัฒนาเอสเอ็มอีเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเป้าหมายประเทศ โดยจะนำร่อง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาเกษตรเอสเอ็มอี และ โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Creative Industry Village ซึ่งได้มอบให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมไปดูรายละเอียดว่าจะดำเนินการรูปแบบใดให้เป็นรูปธรรม ภายใต้งบประมาณเดิมที่มีอยู่ ก่อนนำกลับมาเสนอในสัปดาห์หน้า

เบื้องต้นมีการศึกษาพื้นไว้แล้ว 9 พื้นที่ เพื่อดำเนินการจัดตั้งหมู่บ้าน ได้แก่ ต.ออนใต้ จ.เชียงใหม่ บ้านขัวแต๊ะ, ต.บ้านน้ำเกี๋ยน จ.น่าน, บ้านนาต้นจัน จ.สุโขทัย, บ้านเชียง จ.อุดรธานี, บ้านศาลาดิน จ.นครปฐม, ต.ปากน้ำประแส จ.ระยอง, ต.นาดี จ.กระบี่, เกาะยอ จ.สงขลา, และ เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี

นอกจากนี้ จะเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (สสว.) โดยโครงการเกษตรเอสเอ็มอี จะดำเนินการแบบครบวงจรมากขึ้น เช่น กรณีปัจจุบันที่มีการแปรรูปภาคการเกษตรจำนวนมากจะมีการปรับอย่างไร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น หรือพิจารณาว่าสินค้าใดกำลังมาแรงจะพัฒนาในรูปแบบอุตสาหกรรมอย่างไร เป็นต้น ขณะเดียวกัน จะนำมาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเป็นเกษตร – ท่องเที่ยว โดยเป้าหมายทั้งหมดก็เพื่อสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในโดยเริ่มต้นจากชุมชนเข้มแข็ง มีเป้าหมายขยายผลไปยัง 77 หมู่บ้าน ครบ 77 จังหวัด ทั่วประเทศ

กรมพัฒนาที่ดินเปิดโครงการเรียนรู้ตามพ่อสอน

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดโครงการเรียนรู้ น้อมนำ ทำตามพ่อสอน ส่งเสริมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริรัชกาลที่ 9

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานเปิดงาน โครงการ “เรียนรู้ น้อมนำ ทำตามที่พ่อสอน” ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ต.ไผ่ล้อม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการหนึ่งที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นการเรียนรู้และน้อมนำแนวพระราชดำริ ที่ทรงพระราชทานในด้านการจัดการทรัพยากรดิน และการปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งวิถีปฏิบัติในการทรงงานมาเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรดินให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสมและยั่งยืน จนเป็นผลสำเร็จ และขยายผลออกไปสู่ประชาชนในวงกว้าง สร้างความเข้มแข็ง เกิดการพึ่งพาตนเอง ผ่านโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ และมีความพออยู่พอกินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสร้างรายได้ในพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด และส่งเสริมรวมกลุ่ม เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มอำนาจทางการค้า ผ่านโครงการเกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ และการทำเกษตรอินทรีย์ ยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพที่ดี ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร ตามนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกด้วย

ก.แรงงานเห็นชอบ90ล้านจ้างงานเร่งด่วน

กระทรวงแรงงานเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ฟื้นฟูภายหลังน้ำลด งบ 90 ล้านบาท จ้างงานเร่งด่วน

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมกระทรวงเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน ในการฟื้นฟูภายหลังน้ำลด ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ทุกหน่วยงานระดมสรรพกำลังในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 12 จังหวัดภาคใต้ โดย พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ติดตามสถานการณ์และให้สำรวจข้อมูลสถานประกอบกิจการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งพบว่า มีสถานประกอบกิจการในพื้นที่ 12 จังหวัด 42,330 แห่ง ลูกจ้าง 1,094,360 คน สถานประกอบการได้รับผลกระทบ 8,753 แห่ง ลูกจ้างได้รับผลกระทบ 127,018 คน ซึ่งมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภายหลังน้ำลด ประกอบด้วย

1) บริการการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า
2) การฝึกอบรมให้กับลูกจ้าง ประชาชนเพื่อให้สามารถนำความรู้ไปซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า
3) การจ้างงานเร่งด่วน โดยมีค่าตอบแทนให้คนละ 150 บาท สำหรับการทำงาน 4 ชั่วโมง ทั้งนี้ได้จัดสรรงบประมาณไว้แล้วรวม 90 ล้านบาท
4) คณะกรรมการประกันสังคมมีมติเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 60 ให้นายจ้างจ่ายสมทบ 3% และลูกจ้างจ่ายสมทบ 3 % จากเดิม 5 % เป็นเวลา 3 เดือน (ม.ค.-มี.ค.60)
5) การให้กู้เงินฟื้นฟู สถานประกอบการกู้เพื่อฟื้นฟูความปลอดภัยวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี
6) ตรวจสอบความปลอดภัยในสถานประกอบการ เพื่อแนะนำให้ปรับปรุงแก้ไขถูกต้องและปลอดภัยก่อนเริ่มใช้งาน
7) มาตรการสำรวจผลกระทบ ความต้องการประกอบอาชีพ โดยมีรถโมบายยูนิตไปสำรวจในพื้นที่ประสบภัย เพื่อจัดอบรมฝึกอาชีพอิสระระยะสั้นให้มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง ประชาชนทั่วไป สามารถขอรับบริการความช่วยเหลือ โดยสามารถติดต่อหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้ที่สำนักงานแรงงานจังหวัด สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด สถาบัน/ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด และสำนักงานประกันสังคมทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

BOIจัดสัมมนาโอกาสทางการลงทุนในไทย

BOI จัดสัมมนาโอกาสทางการลงทุนในประเทศไทย พร้อมเปิดแผนขับเคลื่อน “ประเทศไทย 4.0” ลุยโรดโชว์สร้างความเชื่อมั่น

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอ เตรียมจัดงานสัมมนาและนิทรรศการ “โอกาสทางการลงทุนในประเทศไทย” (Opportunity Thailand) ในวันที่ 15 ก.พ. นี้ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายอุตตม สาวนายม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ซึ่งขณะนี้ มีผู้บริหารระดับสูงทั้งจากบริษัทในไทยและบริษัทจากต่างประเทศ ตอบรับเข้าร่วมงานแล้วกว่า 1,500 ราย โดยมั่นใจว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ นอกจากนี้ หลังงานสัมมนาใหญ่ครั้งนี้ จะจัดต่อเนื่องภายใต้งบประมาณกลางที่ได้รับจัดสรรจากรัฐบาล ครอบคลุมกิจกรรมเดินสายชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) ทั้งในและต่างประเทศ เน้นไปที่บริษัทเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์กฎหมาย และ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ทั้งฉบับแก้ไขและฉบับใหม่ รวมถึงการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ตลอดปี 2560

ทั้งนี้ ในช่วงต้นปี 2560 (ม.ค. – มี.ค.) บีโอไอกำหนดแผนโรดโชว์ที่ประเทศสิงคโปร์ อินเดีย สาธารณรัฐเกาหลี สหรัฐอเมริกา ยุโรป (เยอรมนี สวีเดน) และญี่ปุ่น โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะไปชักชวนให้มาลงทุน ได้แก่ ไบโอเทคโนโลยีไอที ออโตเมชั่น เครื่องมือแพทย์ และเครื่องจักร ส่วนในช่วงกลางปี 2560 จะเดินทางไปชักจูงการลงทุนที่ประเทศ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รัสเซีย สหรัฐ เกาหลี และยุโรป (อังกฤษ นอร์เวย์ เยอรมนี) โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ อากาศยานและการบิน เครื่องมือแพทย์ ออโตเมชั่น และไอที เป็นต้น

เล่นมือถือนานๆ ทำให้ `ตาบอด` ได้จริงหรือ

 

ด้วยในปัจจุบันเป็นยุค IT ที่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในชีวิตประจำวันของทุกคนมีการใช้ Computer หรือ Smartphone กัน ไม่มากก็น้อย ทำให้ทุกคนเริ่มตื่นตัวกับปัญหาที่จะตามมาของการใช้ Computer เป็นเวลานาน ๆ และมีกลุ่มโรคใหม่ที่พบได้มากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือ โรค Computer Vision Syndrome
ที่มักมีอาการตาแดง แสบตา เคืองตา น้ำไหล ตามัวเป็นพัก ๆ หรือเกิดภาวะสายตาสั้นชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีอาการปวดคอและหลัง เนื่องจากการนั่งในท่าเดิม ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานแล้ว อันตรายจากการใช้ Computer หรือ Smartphone สามารถทำให้ตาบอดได้หรือไม่ คำตอบคือ “ไม่ได้ค่ะ” เท่าที่ทราบสิ่งที่ทำให้ทุกคนกังวลใจว่าจะตาบอดจากการใช้ Computer และ Smartphone คงเกิดจากประเด็นเรื่องรังสี UV และแสงสีฟ้า (Blue Light)
ดังนั้น เรามาทำความรู้จักรังสี UV กันก่อนดีกว่าค่ะ รังสี UV เกิดขึ้นจากดวงอาทิตย์ ซึ่งมีทั้ง UVA UVB และ UVC โดย UVC จะถูกโอโซนของโลกเป็นตัวป้องกันไว้ ส่วน UVA และ UVB นั้นจะทะลุเข้ามาภายในโลกของเราได้ แต่โอกาสที่จะเข้าไปทำลายจอประสาทตาได้นั้นมีน้อยมาก เนื่องจาก รังสี UVA และ UVB จะถูกดูดกลืนแสงไว้ 99% และตกไปยังจอประสาทตาเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งไม่มีรังสีเหล่านี้ออกมาจาก Computer หรือ Smartphoneส่วน แสงสีฟ้า หรือ Blue Light นั้น คือแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นอยู่ที่ 380-500 นาโนเมตร ทำให้มีการกระจายตัวของแสงสีได้มาก จึงทำให้มีอาการปวดตา สายตาล้าได้ง่าย แต่แสงสีฟ้าไม่ได้มีแต่โทษเท่านั้น ประโยชน์ของแสงสีนี้คือ การกระตุ้นให้ร่างกายมีการตื่นตัว การ Block การใช้แสงสีนี้อาจมีผลต่อระบบการนอนและการตื่นของร่างกายได้
ซึ่งแสงสีฟ้าสามารถพบได้ทั่วไปจากแสงอาทิตย์ จากหลอดไฟ จาก Computer และ Smartphone แต่แสงสีฟ้าไม่ได้ทำให้ผู้ใช้ตาบอดแต่อย่างใด เพียงแต่ทำให้ผู้ใช้ไม่สบายตา เมื่อใช้ Computer หรือ Smartphone เป็นเวลานานๆ ที่เคยมีบางคนกล่าวไว้ว่า การใช้มือถือในที่มืดจะทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อม หรือ จอประสาทตาหลุดลอก นั้น ไม่เป็นความจริงอย่างมากค่ะ เนื่องด้วยจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ ยังไม่พบความสัมพันธ์ของแสงสีฟ้า Blue Light กับ การเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมอย่างชัดเจน เพราะโรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่แสงสีฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
โดยสรุปคือ การใช้งาน Computer หรือ Smartphone ในที่มืด ไม่ได้ทำให้ตาบอด แต่จะทำให้เกิดความไม่สบายตามากกว่าการเล่นขณะเปิดไฟ เพราะจะต้องเพ่งมากกว่าปกติ และมีแสงสะท้อนเข้าตามากกว่าปกติ ทำให้เกิดความไม่สบายตา ทำให้ตาล้ามากขึ้น อาการจากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นอาการเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อพักและหยุดใช้งานไป ก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมได้ค่ะ

“ธีราทร” แอบหวังไปค้าแข้งต่างแดน-เชื่อเมสซี่เจไปโลดในเจลีก

 

ธีราทร บุญมาทัน แข้งทีมชาติไทยสังกัดเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ยอมรับยังอยากไปลองค้าแข้งในลีกต่างประเทศ โดยมีทีมในทวีปเอเชียสนใจติดต่อเข้ามาอยู่

หลังจาก “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ รุ่นน้องที่อยู่ร่วมทีมเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และทีมชาติไทย ที่มีโอกาสได้ไปค้าแข้งที่คอลซาโดล ซัปโปโร ทีมน้องใหม่เจลีก ลีกสูงสุดประเทศญี่ปุ่น ทำให้เป็นที่สนใจว่าน่าจะมีนักเตะไทยคนอื่นได้ลองไปค้าแข่งต่างประเทศ โดยหนึ่งในนเนมีชื่อ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน อยู่ด้วย

โดย “อุ้ม” ได้กล่าวถึงอนาคตในการไปค้าแข้งต่างแดนว่า “อยากไปอยู่ครับ จริงๆก็มีการพูดคุยกันอยู่ แต่ในทวีปเอเชีย เพราะยุโรปไกลเกินไปสำหรับเราในตอนนี้ ในเอเชียก็ยังหวังอยู่ จริงๆเราเคยมีโอกาสได้ไป แต่ก็ไม่ได้ไป”

“ช่วงที่ผมวัยรุ่นๆ และฟอร์มกำลังพีค ก็มีทีมติดต่อมา ผมก็รู้ แต่ก็มีเหตุอะไรก็แล้วแต่ ก็ยอมรับว่าเสียดาย ตอนนี้ก็ต้องทำผลงานกับเมืองทองให้ดี ไม่แน่อาจจะได้ไปเล่นปีหน้าก็ได้”

ในส่วน “เจ” ชนาธิป ที่ไปค้าแข้งในเจลีก ธีราทรได้พูดถึงอีกว่า “เจเป็นนักเตะที่ดีอยู่แล้ว เป็นช่วงเวลาทีเหมาะสมที่เขาจะได้ไปค้าแข้งต่างประเทศ เพื่อที่จะพัฒนาเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในประเทศไทย คิดว่าเจเล่นเจลีกได้สบาย และน่าจะทำผลงานได้ดีกับทีมซัปโปโร”

ส่วนในอนาคตน่าจะมีนักเตะไทยที่จะได้ไปค้าแข้งในเจลีกอีกอย่างแน่นอน น้องๆในบ้านเรามีความสามารถกันหลายคน ขาดแค่โอกาส เชื่อว่าเล่นได้ แต่ต้องไปปรับ อย่างน้องเราก็ได้ประโยชน์แน่นอน” แบ็กซ้ายทีมชาติไทย กล่าวทิ้งท้าย

อาหารที่มีคาเฟอีนแฝงอยู่ บอกเลย ถึงไม่ดื่มกาแฟก็หนีไม่พ้น

 

อย่าคิดว่าไม่ดื่มกาแฟก็จะรอดตัวจากคาเฟอีนเพราะอาหาร 6 ชนิดนี้มีคาเฟอีนแฝงอยู่ด้วย !

บางครั้งเรารู้สึกอ่อนเพลียเปลี้ยร่างเหลือเกินจนต้องอาศัยคาเฟอีนมาช่วยกระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัว แต่ทราบไหมคะว่าคาเฟอีนก็มีด้านมืดที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพเราได้เช่นกัน ดังนั้นหากเผลอกินคาเฟอีนในปริมาณที่เกินขนาดก็เสี่ยงไม่น้อยเลยทีเดียว ที่สำคัญอาหารที่มีคาเฟอีนยังไม่ใช่แค่ชาและกาแฟเท่านั้นแต่รวมถึงอาหารมีคาเฟอีนเหล่านี้ด้วยที่ควรต้องระวัง
1. ชาร้อน

ฐานข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรสหรัฐอเมริกา เผยว่าชาเขียวร้อนมีปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ 25 มิลลิกรัมต่อปริมาณบรรจุ 8 ออนซ์หรือเท่ากับ 236.6 มิลลิลิตร และชาดำร้อนมีคาเฟอีน 47 มิลลิกรัมต่อปริมาณชาดำ 8 ออนซ์ ในขณะที่ชาร้อนสำเร็จรูปจะมีปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ 26 มิลลิกรัมต่อ 8 ออนซ์ ดังนั้นเหล่าทีเลิฟเว่อร์อย่าชะล่าใจไปว่ากินชาจะรับคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟ เพราะเผลอ ๆ ชาบางชนิดจะมีปริมาณคาเฟอีนสูงกว่ากาแฟสำเร็จรูปบางยี่ห้ออีกด้วย
2. ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต 1 แท่งขนาดบรรจุ 162 กรัมโดยประมาณจะประกอบไปด้วยคาเฟอีนราว 45-59 มิลลิกรัมขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของผงโกโก้ ทั้งนี้กรมวิชาเกษตร­สหรัฐอเมริกาก็เผยว่าอาหารที่ให้คาเฟอีนจริง ๆ นั้นคือโกโก้ที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งในช็อกโกแลตนั่นเอง ฉะนั้นช็อกโกแลตแท่งไหนทำจ­ากโกโก้แท้และยิ่งเข้มข้นเท่าไรปริมาณคาเฟอีนก็จะยิ่งสูงขึ้น รู้อย่างนี้พยายามจำกัดปริมาณการรับประทานช็อกโกแลตและโกโก้อร่อยก็ดี

3. ไอศกรีม

อ๊ะ ! ในไอศกรีมก็มีช็อกโกแลตนะคะโดยเฉพาะไอศกรีมที่มีส่วนผสมของโกโก้(ช็อกโกแลต) และไอศกรีมที่มีส่วนผสมของกาแฟ โดยปริมาณคาเฟอีนในไอศกรีมในถ้วยขนาดบรรจุ 4 ออนซ์หรือประมาณ 113.4 กรัมจะอยู่ราว ๆ 10-45 มิลลิกรัม บอกได้เลยว่าแม้ไอศกรีมจะหวานเย็นชื่นใจแต่อย่าเผลอกินจนเพลินเลยเชียว
4. เครื่องดื่มชูกำลัง

แน่นอนว่าคาเฟอีนจะต้องปะปนอยู่ในเครื่องดื่มชูกำลังไม่มากก็น้อย เพราะเครื่องดื่มที่ให้พลังงานเหล่านี้ชูจุดเด่นในเรื่องคืนความกระปรี้กระเปร่าให้ร่างกาย ซึ่งแต่ละยี่ห้อและชนิดของเครื่­องดื่มชูกำลังก็จะให้ปริมาณคาเฟอีนที่ไม่เท่ากัน อีกทั้งเผลอ ๆ ในฉลากอาจไม่โชว์ส่วนประกอบของคาเฟอีนด้วย โดยเฉพาะหากเครื่องดื่­มชนิดนั้นมีคาเฟอีนอยู่น้อยมากและมีปริมาณไม่ถึงเกณฑ์ที่สำนักงานอาหารและยาบังคับให้ต้องแจ้งโชว์ในฉลาก ดังนั้นบางทีเราอาจดื่มเครื่องดื่มและอาหารที่มีคาเฟอีนผสมอยู่แต่ไม่รู้ตัวก็ได้

ระวังผักสลัดในถุงพร้อมกิน ซ่อนเชื้อร้ายอันตรายกว่าที่คิด

คนรักสุขภาพที่ชอบความสะดวกสบาย ตัดสินใจซื้อสลัดผักพร้อมกินมารับประทาน รู้หรือไม่ว่าอาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพให้ยุ่งยากกว่าการเสียเวลาทำสลัดผักกินเองซะอีก

ยุคสมัยนี้ความสะดวกสบายมักจะเป็นตัวเลือกอันดับแรก ๆ ในการเลือกซื้อสินค้า ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหาร โดยเฉพาะคนรักสุขภาพที่มักจะซื้อสลัดผักพร้อมกินบรรจุถุง เพราะคิดว่าประหยัดเวลาในการล้างและหั่นผักสลัด ทว่าความสะดวกสบายนั้นอาจซ่อนภัยร้ายไว้นะคะ อย่างที่งานวิจัยชิ้นหนึ่งเขาออกโรงเตือนมาว่า…

ผักสลัดที่ถูกล้าง หั่น และบรรจุใส่ถุงพร้อมรับประทาน จะมีน้ำที่ซึมออกมาจากผักเหล่านี้ และการขังวนกันอยู่ของน้ำผักในถุงดังกล่าว อาจนำพาเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลล่า (Salmonella) ซึ่งเป็นเชื้อต้นเหตุของอาการอาหารเป็นพิษให้เข้ามาจู่โจมระบบทางเดินอาหารของเราได้
โดยงานวิจัยชิ้นนี้เป็นของมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ (Leicester) ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Microbiology ซึ่งข้อมูลจากงานวิจัยก็น่าสะพรึงไม่เบาเลยล่ะค่ะ เพราะนักวิจัยเผยผลการทดลองมาว่า ผักสลัดในถุงที่ถูกแช่ทิ้งไว้ในตู้เย็นเป็นเวลา 5 วันเต็ม ๆ ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลล่าได้มากถึง 100,000 ตัว จากวันแรกที่ตรวจพบเชื้อชนิดนี้เพียง 100 กว่าตัวเท่านั้น บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวเจริญเติบโตในน้ำที่ซึมออกมาจากผักได้ดีมากจนน่าตกใจ

ทว่าข่าวร้ายยังไม่จบเพียงแค่นั้นค่ะ เพราะเจ้าเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลล่ายังไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการล้างผักซ้ำอีกด้วยนะคะ อีกทั้งเมื่อน้ำผักปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลล่าอยู่แล้ว เจ้าเชื้อชนิดนี้อาจลามไปปนเปื้อนตามใบของผักสลัดชนิดต่าง ๆ ที่อยู่ในถุงนั้น จานที่ใส่สลัด ภาชนะที่เรานำผักสลัดไปล้างซ้ำ รวมไปถึงปนเปื้อนไปยันเนื้อฟันของคนที่กินสลัดผักถุงนี้เข้าไป แล้วไหลเข้าสู่ลำไส้เราพร้อมกับน้ำลายและผักสลัดที่ปนเปื้อนเชื้อ กลายเป็นการแพร่เชื้อแบบโดมิโนกันเลยทีเดียว ดังนั้นนักวิจัยจึงเตือนว่า การป้องกันเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลล่ามาก่อโรคอาหารเป็นพิษหรืออาการท้องเสีย เหล่าสลัดเลิฟเวอร์ก็ควรจะเลือกซื้อผักสลัดเอง รวมทั้งล้างและหั่นผักสลัดรับประทานกันสด ๆ มื้อต่อมื้อจะปลอดภัยที่สุด
ทว่าคนรักสุขภาพที่ชอบกินสลัดผักมาก ๆ แต่ก็รักความสะดวกสบายจนขี้เกียจเตรียมผักสลัดกินเองก็ใช่ว่าจะหมดหนทางกันซะทีเดียว โดยคุณหมอผิง หรือแพทย์หญิงธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล ก็แนะนำมาว่า หากจำเป็นต้องซื้อสลัดผักแบบพร้อมกินมารับประทาน ควรเลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้ ดูวันที่ผลิต เลือกห่อที่ไม่มีน้ำผักออกมาปนเปื้อนเยอะ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเจอเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนในผัก และทุกครั้งที่ซื้อผักสลัดมา ควรล้างผักซ้ำก่อนรับประทาน เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนมากับผัก อีกอย่างก็ควรรับประทานทันที อย่าเก็บไว้หลาย ๆ วันค่ะ