ร่วมแต่งดำ ไว้อาลัยกระทรวงการคลัง ไม่เห็นด้วยออกระเบียบห้ามขึ้นเงินเดือนลูกจ้าง

รพ.ชุมชนใน จ.สตูล ร่วมไว้อาลัย กระทรวงการคลังหลัง

eazyportal.com ออกระเบียบห้าม รพ.จ้าง ลูกจ้างห้ามขึ้นเงินเดือนลูกจ้าง โดย นพ.ปวิตร วนิชชานนท์ ผอ.รพ.ละงู พร้อมเจ้าหน้าที่ พนักงาน ลูกจ้างใน รพ.ละงู กว่า 200 คนร่วมไว้อาลัยกระทรวงการคลัง

ด้วยการพร้อมใจกันแต่งชุดดำมาทำงานในวันนี้ พร้อมยืนยันไม่เห็นด้วยกับระเบียบดังกล่าว อยากให้ยึดระเบียบเดิมที่แต่ละ รพ. ใช้งบของ รพ.เอง ในการจ้างลูกจ้าง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ใน รพ. ถือเป็นผู้ที่ทำงานกับผู้ป่วยเป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว ระเบียบที่ออกมาถือเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่

โดย ผอ.รพ.ละงู กล่าวว่า รพ.ละงู มีเจ้าหน้าที่ที่เป็นลูกจ้างอยู่ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ระเบียบของกระทรวงการคลังดังกล่าว ออกมาทำให้ขวัญเสียกันทั่วประเทศ เราในฐานะ รพ.ชุมชน แห่งหนึ่ง ขอเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับระเบียบดังกล่าว

ซึ่งระเบียบดังกล่าวกระทบหมดทั้งจังหวัด รพ.ศูนย์ รพ.จังหวัด รพ.อำเภอ และ รพ.ชุมชน ต่างๆ ซึ่งในแต่ละปีลูกจ้างเมื่อสอบได้ที่อื่นก็จะมาลาออก หากใช้งบบัญชีกลางจะเกิดความล่าช้า รพ.กว่า 900 แห่ง รวมทั้ง รพ.สต. ทั่วประเทศ หากมีการขอไปมันก็จะเป็นลักษณะเหมือนคอขวดกระจุกแน่นอยู่ เกิดความล่าช้า จึงอยากเรียกร้องให้ใช้ระบบเดิมที่เราดูแลตามสถานะของเรา

 

พลังงานยอมถอย ให้ผู้ค้าประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าได้ พยุงดีเซลไม่เกิน 30 บาท

กระทรวงพลังงาน เตรียมดึงเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามารักษาระดับราคาขายปลีกดีเซลในประเทศไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร พร้อมผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการสามารถประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าได้

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงแนวทางการช่วยเหลือผลกระทบจากวิกฤติราคาน้ำมันว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอมาตรการดูแลราคาน้ำมันดีเซลเข้าที่ประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาสัปดาห์นี้ โดยระหว่างรอน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษออกมา กระทรวงพลังงานจะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันที่มีอยู่เงินอยู่ประมาณ 30,505 ล้านบาท เป็นเครื่องมือในการรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลให้ไม่เกินกว่า 30 บาทต่อลิตร เป็นระยะสั้น

และเบื้องต้นจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถแจ้งราคาขายปลีกล่วงหน้าให้กับประชาชนได้รับทราบก่อน 1 วันตามเดิม จนกว่าจะผลิตน้ำมันไอโอดีเซลเกรดพิเศษ หรือ B20 ออกจำหน่าย ใช้สำหรับรถโดยสารสาธารณะ และรถบรรทุกขนาดใหญ่จำหน่ายถูกกว่า ราคาน้ำมันดีเซลเกรดธรรมดา 3 บาท หรือจำหน่ายในราคาลิตรละ 27 บาท ที่คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายได้ในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนกรกฎาคม เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ และรถบรรทุกปรับขึ้นค่าบริการ

โดยขอให้ผู้ประกอบการคลายความกังวลไม่กล้าเปลี่ยนเชื้อเพลิง โดยยืนยันว่า ไม่เกินความสามารถของช่าง ขณะเดียวกันยืนยันว่าจะไม่มีการนำเงินในกองทุนฯเข้าไปอุดหนุนค่าขนส่งเฉพาะส่วนเพราะจะไม่เป็นธรรมกับทุกคนที่มีภาระต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯทั้งหมด

 

ไปต่อไม่ได้ “ม็อบคนอยากเลือกตั้ง” เจรจาขอเปิดทางเคลื่อนขบวนต่อ

กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เริ่มเคลื่อนขบวนออกจาก ม.ธรรมศาสตร์ บริเวณประตู 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยเจ้าหน้าที่ปิดถนน 6 ช่องทางจราจร ทำให้ผู้ชุมนุมไม่สามารถเคลื่อนขบวนได้

suttleshift.com ตอนนี้อยู่ระหว่างเจรจาขอเปิดทาง

(22 พ.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมกลุ่มอยากเลือกตั้ง นำโดย นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และ นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย นำมวลชนเคลื่อนขบวนออกจาก บริเวณประตู 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล ยืนยันจัดกิจกรรมต่อไป ไม่กลับแน่นอน

นายสิรวิชญ์ กล่าวว่า ประชาชนไม่ใช่ลูกหลานตาดำๆ จะมาเชื่อฟังอะไร กรุณาเคารพวุฒิภาวะของประชาชนด้วย หน้าที่คือดูแลความเรียบร้อยทั่วไป ไม่ใช่ขัดขวาง เมื่อบอกว่าเป็นพี่น้อง ก็ควรช่วยกันอย่างพี่น้อง

ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม เข้าเจรจากับแกนนำขอให้ยุติการชุมนุม และเจ้าหน้าที่ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงขอให้มวลชนยุติการทำกิจกรรม ตลอดจนการเคลื่อนขบวน เนื่องจากเป็นการกระทำผิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ เป็นการชุมนุมกันมากกว่า 5 คน และผิดคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 โดยขอให้ยุติกิจกรรมทั้งหมดลงและเดินทางกลับบ้าน

ตำรวจเอาผิดยกแก๊ง “เพื่อนเจ้าบ่าว” รัวกระสุนฉลองงานแต่ง

ตำรวจเอาผิดยกแก๊ง “เพื่อนเจ้าบ่าว” รัวกระสุนฉลองงานแต่ง ตรวจพบปลอกกระสุนกว่า 40 นัด

(29 เม.ย.) พล.ต.ต.ฐากูร เนตรพุกกณะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง เปิดเผยสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ถึงเหตุการณ์ ที่มีกลุ่มวัยรุ่น กว่า 10 คน แต่งกายชุดไทย และยิงปืนในที่สาธารณะ พื้นที่ ต.หานโพธิ์ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในงานแต่งงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 23 เมษายน 2561 ในพื้นที่ หมู่ 9 ต.หารโพธิ์ อ เขาชัยสน จ พัทลุง โดยกลุ่มวัยรุ่นชุดไทย ดังกล่าวอยู่ในขบวนขันหมากของฝ่ายเจ้าบ่าว

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน สภ.เขาชัยสน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนขนาด .45 , ขนาดลูกซอง , ขนาด 9 มม. ประมาณ 40 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน แต่จากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวชายวัยรุ่นที่ใช้อาวุธปืนยิงในที่สาธารณะทุกคนแล้ว และ ทำการนัดหมายให้บุคคลที่ปรากฎในคลิป มามอบตัว พร้อมนำเอกสารหลักฐานการครอบครองอาวุธปืน มาแสดงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ สภ.เขาชัยสน ในช่วงเที่ยงวันพรุ่งนี้ โดยตนเอง ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ตรีวิทย์ ศรีประภา รอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง ลงไปควบคุมกำกับดูแล คดีดังกล่าว

พร้อมกันนี้ จะได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำหนังสือถึงนายทะเบียน คือ นายอำเภอของพื้นที่ต่างๆ หากพบว่า ปืนที่กลุ่มวัยรุ่นนำเอกสารการครอบครอง มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ขอให้นายทะเบียนเพิกถอนการครอบครอง เพราะนำไปใช้โดยไม่มีเหตุอันควร

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ของจังหวัดพัทลุง ไม่ได้มีการเพิกเฉยเรื่องของการป้องปรามอาชญากรรม มีการดำเนินการตามแผนพิทักษ์เมือง สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้หลายราย และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนการป้องปรามอาชญากรรม ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย

 

บิ๊กตู่ ยอมรับรัฐบาลขาลง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ขอให้เห็นใจรัฐบาล และคสช. ทำงานเต็มที่ อย่าโยงทุกประเด็น จนกระทบกับการทำงาน ขอเวลาวางรากฐานประเทศ จะมากหรือน้อยให้เป็นไปตามกฎหมาย

“ยอมรับรัฐบาลเป็นช่วงขาลง แต่เป็นเรื่องปกติของรัฐบาล ทำงานมา 3 ปี มีปัญหาเพิ่มขึ้น”

ขณะที่เฟซบุ๊กของนักข่าวชื่อดัง “วาสนา นาน่วม” โพสต์ภาพและข้อความว่า หลังถูกทวงสัญญา! นายกฯ บิ๊กตู่ ติง อย่าร้องเพลง คสช. แต่ท่อนที่ว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน…” 

ขอให้ร้องท่อนที่ว่า “แผ่นดินที่งดงาม จะคืนกลับมา…”  พร้อมระบุข้อความที่นายกฯ พูด “ผมคืนความสุขให้ได้บางส่วน คืนให้ในสิ่งที่คืนได้ ขอเวลาผมวางรากฐานประเทศอีกระยะหนึ่ง ‪จะมากจะน้อย ก็เป็นไปตามกรอบกฎหมาย ขออย่าเพิ่งหมดกำลังใจกับผม และ คสช. ผมขอความเข้าใจจากทุกคน”

อัยการฟ้อง ‘สุเทพ’ กับแกนนำกปปส. ข้อหากบฏ 24 ม.ค.นี้

อัยการฟ้อง ‘สุเทพ’ กับแกนนำกปปส. ข้อหากบฏ 24 ม.ค.นี้

24 ม.ค. อัยการฟ้อง สุเทพกับพวกแกนนำส่วนใหญ่ข้อหากบฏ บางคนโดนสนับสนุน ถ้าเลื่อนไม่มีเหตุโดนหมายจับ

อัพเดทข่าวดัง

สำนักงานอัยการคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้เรียกผู้ต้องหาในสำนวนคดีพิเศษที่ 261/2556 หรือคดีร่วมกันเป็นกบฏในการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกรวม 53 คน เป็นผู้ต้องหา มาเพื่อรายงานตัวและฟังคำสั่งคดีในวันที่ 24 มกราคมนี้

โดยการนัดฟังคำสั่งดังกล่าว ทางอัยการมีคำสั่งว่าตัวผู้ต้องหาทุกคนจะต้องเดินทางมาฟังคำสั่งด้วยตนเอง เนื่องจากวันนั้นทางอัยการจะมีคำสั่งเลยว่าจะฟ้องผู้ต้องหารายใดและข้อหาใดบ้าง ซึ่งตัวผู้ต้องหาจะต้องมีการเตรียมหลักทรัพย์มาให้พร้อม

เพราะหากมีคำสั่งฟ้อง ทางอัยการจะนำตัวผู้ต้องหาที่มีความเห็นสั่งฟ้องไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาตามที่อัยการได้มีคำสั่ง ซึ่งทางอัยการได้แจ้งว่าหากมีการฟ้องคดีผู้ต้องหาต้องใช้หลักทรัพย์หากประสงค์ในการยื่นประกันตัว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 24 มกราคมนี้ ที่อัยการมีความพร้อมที่จะสั่งคดีเเละไม่มีการเลื่อน ถ้าผู้ต้องหาเดินทางมาตามที่อัยการนัดก็สามารถจะสั่งคดีได้ทุกคน ซึ่งก่อนหน้านี้ที่มีข่าวว่าในวันดังกล่าวจะสามารถยื่นฟ้องผู้ต้องหาได้เพียง 9 คนนั้น เป็นเพียงทนายความของผู้ต้องหามีการยื่นคำร้องมาว่าจะมารายงานตัว 9 คน

ส่วนผู้ต้องหาคนอื่น ถ้าไม่มารายงานตัวเราก็จะพิจารณาว่าไม่มาเพราะอะไร หรือถ้าขอเลื่อนมีสาเหตุอะไร มีเหตุผลสมควรพอฟังได้ หรือไม่ หากไม่มีเหตุผลสมควรก็จะพิจารณาออกหมายจับ

ส่วนระดับแกนนำเช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ, นายถาวร เสนเนียม จะโดนฟ้องข้อหากบฏในวันนั้นหรือไม่ เชื่อว่า ผู้ต้องหาเเต่ละคนย่อมรู้พฤติการณ์อยู่แล้วว่าโดนข้อหาอะไรบ้าง แต่ทราบว่าแกนนำดังกล่าวได้ยื่นหนังสือแจ้งว่าจะมาในวันรายงานตัว ในวันดังกล่าว ซึ่งมีรายงานว่าในข้อหากบฏนั้นผู้ต้องหาส่วนใหญ่จะโดนข้อหานี้เกือบทุกคน แต่อาจจะมีบางคนที่ไม่โดนเป็นตัวการแต่เป็นผู้สนับสนุน

รัฐบาลจัด Meet The Press ครั้งแรก รมว.ดิจิทัลกางแผนปีนี้เดินหน้าเข้มข้น

รัฐบาลจัด Meet The Press ครั้งแรก รมว.ดิจิทัลกางแผนปีนี้เดินหน้าเข้มข้น

อัพเดทข่าวดัง

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี พบสื่อมวลชนในโครงการ Meet The Press เพื่อประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาล ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

โดยในปี 2561 กระทรวงดีอีจะขับเคลื่อนงานด้านดิจิทัลอย่างเข้มข้นที่สุด ตั้งเป้าขับเคลื่อนดิจิทัลไทยแลนด์ 5 ด้าน (SIGMA) ได้แก่

1. S คือ Cyber Security การสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ด้วยการพัฒนาบุคลากร 1,000 คน ซึ่งไทยถือว่าได้รับการยอมรับจากอาเซียน จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากรในไทยแห่งแรก โดยเน้นพัฒนาให้มีความเชี่ยวชาญ ฝึกซ้อมรับมือในสภาพจำลองสงครามไซเบอร์ 1 – 2 ครั้ง และถ้าเป็นไปได้จะจับมือกับประเทศในอาเซียนให้ซ้อมร่วมกัน

พร้อมกับเตรียมจัดงานไซเบอร์โอลิมปิกในประเทศไทย เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้ามาแข่งขัน เพื่อส่งเสริมความสามารถและอาจมีทุนสนับสนุนผู้ที่ได้รับรางวัล

ทั้งนี้จะเปิดรับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษ อัตราเงินเดือนสูงกว่าปกติ เพื่อจูงใจให้เข้ามาทำงานกับราชการ พร้อมทั้งจะมีการเสนอกฎหมายดิจิทัล เพื่อจัดระบบภัยที่จะเข้ามา ก่อนนำเสนอ ครม. ในเร็ว ๆ นี้

2. I คือ Infrastructure การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล

เน้นขับเคลื่อนเน็ตประชารัฐ ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าจะดำเนินการให้ครบทั้ง 74,965 หมู่บ้าน ซึ่งเหลืออยู่ 10,660 หมู่บ้าน

และโครงการดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ ที่ศรีราชา จ.ชลบุรี บนพื้นที่ 700 ไร่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC นั้น ตอนนี้การออกแบบอาคารเสร็จแล้ว

ในเร็ว ๆ นี้จะเปิดตัวภาคเอกชนไทย และต่างประเทศ นับ 10 ราย เช่น ไมโครซอฟท์ โนเกีย ไอบีเอ็ม ซึ่งในพื้นที่โครงการดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ จะรวบรวมบุคลากรที่มีความสามารถโดยเน้นใน 10 อุตสาหกรรมหลัก เข้ามาพัฒนาด้านดิจิทัลของไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย

รวมถึงจัดตั้งสถาบัน IOT แห่งชาติ (Internet of Things หรือ อินเทอร์เน็ตสรรพสิ่ง) ซึ่งใช้งบประมาณในการจัดตั้ง 1,000 ล้านบาท ด้านสมาร์ทซิตี้จะพัฒนา 5 จังหวัด ประกอบไปด้วย เชียงใหม่ ขอนแก่น ระยองชลบุรี และฉะเชิงเทรา ให้เป็นเมืองอัจฉริยะและเป็นต้นแบบให้กับเมืองอื่น ๆ

3. G คือ Digital Government รัฐบาลดิจิทัล

ต้องมีการบูรณาการการทำงานให้เข้ากับยุคดิจิทัล เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

4. M คือ Digital Manpower คือ การพัฒนากำลังพลดิจิทัล

มีเป้าหมายพัฒนาขีดความสามารถบุคลากร 1 ล้านคน เพื่อจะมาใช้ประโยชน์จากโครงการเน็ตประชารัฐ และการพัฒนาด้านธุรกิจและการประยุกต์

5. A คือ Applications การพัฒนาด้านธุรกิจและการประยุกต์

เป็นฐานความรู้ให้ประชาชนมาเรียนรู้เนื้อหาแบบเข้าใจง่าย ๆ โดยมีแนวคิด “มือถือคือห้องเรียน”เนื่องจากพบว่าคนไทยใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า 90 ล้านชื่อ ซึ่งถือว่ามีการใช้บริการมากถึง 150% จึงอยากให้หน่วยงานของรัฐได้จัดทำเนื้อหาที่มีประโยชน์ และให้ความรู้กับประชาชน สามารถเข้ามาเรียนรู้ แต่ต้องทำเนื้อหาให้น่าสนใจและสนุก โครงการทั้งหมดนี้ถือเป็นการลงทุนด้านเนื้อหา และจะทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นดิจิทัลมากขึ้น

ช่วงท้ายของ Meet The Press นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการจัดโครงการ Meet The Press ในครั้งนี้เป็นการประชาสัมพันธ์เชิงรุกของรัฐบาล หลังนายกรัฐมนตรีมีแนวคิดสร้างความเข้าใจกับประชาชน ทำให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และตนเอง รวมถึงอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะจัดโครงการนี้ 2 สัปดาห์/ครั้ง

ซึ่งจะเชิญรัฐมนตรีมาพบสื่อภายในทำเนียบรัฐบาล และเปิดโอกาสให้สื่อประจำกระทรวงต่าง ๆ เข้ามารับฟังข้อมูลโครงการต่าง ๆ และไขข้อสงสัยประเด็นร้อน ๆ ให้กับสื่อมวลชนได้รับทราบ

ในครั้งต่อไปเตรียมพบกับ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

“อภิสิทธิ์” ชนะคดี “พล.อ.อ.สุกำพล” ปลดจากราชการทหาร ย้อนหลัง 23 ปี

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เผย ศาลฎีกา พิพากษาคดี ให้เพิกถอนคำสั่ง พล.อ.อ.สุกำพล ปลดออกจากราชการทหาร ย้อนหลัง 23 ปี

อัพเดทข่าวดัง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 

ผู้สื่อข่าวรายงาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งข้อความถึงสื่อมวลชน ระบุว่า วันนี้ศาลฎีกา ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่ตนฟ้อง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เพื่อให้เพิกถอนคำสั่ง ที่ปลดตนออกจากราชการ โดยศาลฎีกาได้ยืนคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ที่ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เนื่องจาก เป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบ

โดย นายบัณฑิต ศิริพันธ์ ทนายความของ นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงคดีที่ นายอภิสิทธิ์ ฟ้อง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกคำสั่งปลดออกจากราชการทหาร ย้อนหลังถึง 23 ปีว่า นายอภิสิทธิ์ได้ต่อสู้คดีนี้ มาถึง 3 ศาล จนกระทั่ง ศาลฎีกา พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของ พล.อ.อ.สุกำพล เพราะเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ส่อไปในทางทุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ สามารถแนบคำพิพากษาศาลฎีกา ไปยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีอาญา ตามมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กับ พล.อ.อ.สุกำพลได้

เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ปี 2555 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในขณะนั้น (รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์) ได้ลงนามในคำสั่ง กระทรวงกลาโหม ที่ 1163 /2555 เรื่องให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ โดยมีเนื้อความโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ปี 2531 ว่าที่ รต. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รรก.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. (โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า) ได้ใช้เอกสารใบสำคัญ สด.9 แทนฉบับที่ชำรุดสูญหาย ลง 8 เม.ย. ปี 2531 อันมีข้อความสาระสำคัญเป็นเท็จ (ถือว่า เป็นเอกสารเท็จ) จนทำให้เจ้าหน้าที่ สัสดีผิดหลงใบสำคัญ สด.3 ลง 2 มิ.ย.ปี 2531 ขึ้นทะเบียนกองประจำการ จึงให้ปลด ว่าที่ร.ต.อภิสิทธิ์ ออกจากราชการ

นอกจากนี้ เมื่อเดือน เม.ย. ปี 2530 พล.อ.อ.สุกำพล ยังนำเอกสาร อาทิ ทะเบียนกองประจำการ สด.3, บัญชีคนขาดปี 2539, บัญชีเรียก สด. 16 และ ใบ สด.9 กล่าวหาว่า นายอภิิสิทธิ์ ไม่รับการเข้าเกณฑ์ทหาร นำมาสู่การถอดยศทหารของ นายอภิสิทธิ์ และตราบาปว่า “หนีทหาร”

วันที่ื 16 ก.ย.ปี 2559 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติ 159 ต่อ 27 เสียง ไม่ออกเสียง 1 ถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล พ้นจาก ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลัง ป.ป.ช. ชี้มูล กรณีใช้ตำแหน่ง แทรกแซงการแต่งตั้ง ปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งทำให้ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

บิ๊กป้อมปัดตอบปมร้องสตง.สอบภาษีนาฬิกา

“วู้ว!” บิ๊กป้อมปัดตอบปมร้องสตง.สอบภาษีนาฬิกา

อัพเดทข่าวดัง

บิ๊กป้อมปัดตอบปมร้องสตง.สอบภาษีนาฬิกา

 

“บิ๊กป้อม” ล่องหนส่ง “บิ๊กเต่า” ประชุม คนร.แทน อ้างติดภารกิจมั่นคงพิเศษ พร้อมยกเลิกถกก.ต.ช.ช่วงบ่าย ป.ป.ช.เรียกแจงที่มานาฬิกาหรู-แหวนเพชรใน 30 วัน “บิ๊กกุ้ย” ยันไม่หนักใจสอบนายเก่า ชี้ทำตามระเบียบ ส่อถอนตัวร่วมไต่สวน ขณะที่ปมนาฬิกา 2.5 ล้าน “ยิ่งลักษณ์” สรุปสำนวนแล้ว

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีวาระการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (คนร.) โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ปรากฏว่า พล.อ.ประวิตรไม่ได้เดินทางมาเป็นประธานการประชุม แต่ได้มอบหมายให้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมแทน โดย พล.อ.สุรศักดิ์แจ้งต่อที่ประชุมว่า เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรติดภารกิจ ทั้งนี้ คาดว่าการที่ พล.อ.ประวิตรไม่เดินทางมาเป็นประธานการประชุม เพราะไม่ต้องการตอบคำถามสื่อจากกรณีแหวนเพชรและนาฬิกาหรูอีก หลังจากที่เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ระบุว่าจะไปชี้แจงเรื่องนี้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอง หาก ป.ป.ช.สอบถามมา

อย่างไรก็ตาม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตรไม่ได้มาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติว่า พล.อ.ประวิตรติดประชุมด้านความมั่นคงนัดพิเศษ แต่ไม่ขอเปิดเผยสถานที่

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงเวลา 13.00 น. พล.อ.ประวิตร ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีกำหนดการเดินทางไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ที่ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แต่ก่อนการประชุมประมาณ 3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่กองสารนิเทศ ตร. ได้แจ้งยกเลิกหมายประชุมดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยเลื่อนการประชุมไปเป็นวันที่ 8 ธ.ค.60 เวลา 10.00 น. ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องถึงสาเหตุการยกเลิกหมายการประชุม ก.ต.ช.ครั้งนี้ ได้รับคำตอบเพียงว่า พล.อ.ประวิตรติดภารกิจ

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวน พล.อ.ประวิตร กรณีนาฬิกาหรูและแหวนเพชรที่ไม่ปรากฏในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตอนรับตำแหน่งเมื่อปี 2557 โดยนายศรีสุวรรณกล่าวว่า การที่ พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ว่าแหวนทองคำขาวหัวเพชรและนาฬิกาเป็นของเดิมที่เคยใส่มาอยู่แล้ว เป็นการยอมรับและชี้ให้เห็นว่านาฬิกาและแหวนเพชรดังกล่าวไม่ใช่ของใหม่ แต่กลับไม่ปรากฏในรายการที่แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. อาจเข้าข่ายจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. หรือจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

นอกจากนี้ อาจเข้าข่ายเป็นการร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา 66 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เนื่องจากตามเอกสารบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่พล.อ.ประวิตรได้รายงานไว้ต่อ ป.ป.ช.นั้น มีบัญชีเงินฝากในธนาคารมากถึงกว่า 53 ล้านบาท รวมทรัพย์สินอื่นๆ แล้วมีมูลค่ามากกว่า 87 ล้านบาท โดยไม่ปรากฏที่มาของเงินในบัญชีธนาคารและทรัพย์สินอื่นๆ หากประมาณการจากการที่ พล.อ.ประวิตรรับราชการทหารมาประมาณ 40 ปี เป็นนักการเมืองมา 2 สมัย และไม่ได้มีธุรกิจใดๆ เลยนั้น ไม่น่าที่จะมีรายได้มากมายถึงขนาดนี้

“ยังมีพิรุธจากการยื่นบัญชีทรัพย์สินรวม 4 ครั้งตั้งแต่ครั้งรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อพ้นจากตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งหนึ่งปี และยื่นล่าสุดในรัฐบาลชุดนี้ ปรากฏว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นตามลำดับคือ ครั้งแรก 56 ล้านบาท ต่อมาเพิ่มเป็น 69 ล้านบาท 79 ล้านบาท และ 87 ล้านบาท ตามลำดับ จึงขอให้ ป.ป.ช.ทำการไต่สวน และหากพบความผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายสูงสุด เช่นเดียวกันกับหลายๆ กรณีที่ ป.ป.ช.เคยวางบรรทัดฐานมาแล้ว เช่น กรณีคดีซุกหุ้นนายทักษิณ ชินวัตร คดีเงินกู้ 45 ล้านบาท ของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นต้น การตรวจสอบครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์การทำงานของ ป.ป.ช.ด้วยว่ามีศักยภาพหรือไม่” นายศรีสุวรรณระบุ

วันเดียวกัน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ โดยมีวาระการประชุมที่นายวรวิทย์ สุขบุญ รักษาการเลขาธิการ ป.ป.ช. รายงานเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม เพื่อแจ้งและขอมติที่ประชุมว่าทาง ป.ป.ช.จะให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาตรวจสอบหรือไม่ เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ

ภายหลังการประชุม นายวรวิทย์แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติรับทราบรายงานของสำนักงาน ป.ป.ช. เบื้องต้นจะส่งหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร เพื่อให้ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว โดยให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจะมาชี้แจงด้วยตัวเองสามารถทำได้ กรอบตามกฎหมายต้องชี้แจงภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ ป.ป.ช.ส่งหนังสือไป เมื่อ พล.อ.ประวิตรชี้แจงเอกสารหลักฐานแล้ว สำนักงาน ป.ป.ช.จะได้รวบรวมเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.อีกครั้งเพื่อให้พิจารณาต่อไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่มีความซับซ้อนหรือยุ่งยาก จึงเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน เข้าใจดีว่าเรื่องนี้เป็นที่สนใจของสังคม ทางสำนักงาน ป.ป.ช.จะได้แจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

เมื่อถามว่า ป.ป.ช.ชุดนี้อาจถูกวิจารณ์ว่าจะเป็นหน่วยงานที่ฟอกขาวให้กับ พล.อ.ประวิตร นายวรวิทย์ กล่าวว่า ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ได้มาเกี่ยวข้องในขั้นตอนการตรวจสอบแต่อย่างใด ซึ่งทางสำนักงานป.ป.ช.ดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติตามปกติเท่านั้น จากนั้นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะทำตามพยานหลักฐาน ตนมั่นใจและเชื่อมั่นในคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ส่วนที่ พล.อ.ประวิตรระบุว่าได้ครอบครองนาฬิกาและแหวนซึ่งเป็นของเดิมอยู่แล้ว จะถือเป็นการปกปิดทรัพย์สินหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้แจ้งไว้ในบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.นั้น นายวรวิทย์ กล่าวว่า คงต้องรอข้อเท็จจริงก่อน ขอให้สำนักงานป.ป.ช.ได้รวบรวมก่อน ดังนั้นอย่าเพิ่งสันนิษฐานอะไรกันไปมากกว่านี้ สำหรับกรณีที่นายศรีสุวรรณร้องให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.ประวิตรย้อนหลังด้วยนั้น สำนักงาน ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบเป็นปกติอยู่แล้ว เมื่อมีผู้ร้องชี้ช่องพยานหลักฐานมาให้ สามารถดำเนินการเพิ่มเติมได้

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า การชี้แจงครั้งนี้ป.ป.ช.ต้องการทราบว่า พล.อ.ประวิตรได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาอย่างไร และมีหลักฐานหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการได้มาโดยการซื้อหรือทางมรดก จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบและเปรียบเทียบกับรายการทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมต่อไป อย่างไรก็ตาม กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเฉพาะตอนเข้ามาดำรงตำแหน่งและตอนออกจากตำแหน่งเท่านั้น ส่วนระหว่างการได้ทรัพย์สินมาระหว่างดำรงตำแหน่งนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องแสดงต่อ ป.ป.ช. เว้นแต่จะเป็นกรณีพิเศษอย่างกรณีนี้ที่ ป.ป.ช.ต้องขอความร่วมมือให้ พล.อ.ประวิตรมาชี้แจง ทั้งนี้ เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดความล่าช้า เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรยืนยันมาตลอดว่าพร้อมชี้แจง

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยทำงานกับ พล.อ.ประวิตรมาก่อนในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะหนักใจกับการเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกหนักใจ เพราะเป็นการทำงานตามระเบียบของ ป.ป.ช.อยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า หากเรื่องนี้เข้ามาสู่การไต่สวนของป.ป.ช.แล้ว จะร่วมทำการไต่สวนได้หรือไม่ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ถึงเวลานั้นต้องมาดูในรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะหากกรรมการ ป.ป.ช.คนใดมีส่วนได้ส่วนเสียไม่สามารถไต่สวนเรื่องดังกล่าวได้

พล.ต.อ.วัชรพล ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เปิดเผยว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดให้เปิดเผยบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ขณะนี้คณะ กมธ.วิสามัญฯ และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยืนยันในหลักการเดิม คือต้องเปิดเผยต่อสาธารณะเหมือนกับที่เคยปฏิบัติกันมา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นายวรวิทย์ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ไม่ได้ชี้แจงนาฬิการาคาเรือนละ 2.5 ล้านบาท ในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.นั้น ว่าขณะนี้สรุปสำนวนเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของทางอนุกรรมการไต่สวนฯ.