“องค์สิริวัณณวรี” ฉายพระรูปร่วม “มิสยูนิเวิร์ส 2018” ชาวเน็ตฟิลิปปินส์สุดประทับใจ


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉายพระรูปร่วมกับนางสาวแคทรีโอนา เกรย์ มิสยูนิเวิร์ส 2018 ในพระอิริยาบถสุดกันเอง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) โดยจะเห็นว่าภาพแต่ละภาพ ทรงใกล้ชิดกับมิสยูนิเวิร์สสุดๆ นอกจากนี้ยังประทานช่อดอกไม้เพื่อแสดงความยินดีแก่นางสาวเกรย์ ทั้งยังประทานพระอนุญาตให้มิสยูนิเวิร์สคนล่าสุดคนนี้ถ่ายภาพกับสุนัขทรงเลี้ยงอีกด้วย

หลังจากมีการเผยแพร่รูปถ่ายเหล่านี้ สื่อฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของนางสาวเกรย์ ก็ให้ความสนใจอย่างมาก และหลายสำนักก็นำไปรายงานในเว็บไซต์ ทำให้ชาวเน็ตฟิลิปปินส์เข้ามาแสดงความเห็นกันมากมาย ซึ่งชาวเน็ตจำนวนมากชื่นชมพระจริยวัตรที่งดงาม อย่างเช่นความเห็นหนึ่งที่รู้สึกว่า พระองค์หญิงทรงเป็นเจ้าหญิงที่อ่อนหวานเหลือเกิน ขณะที่อีกความเห็นหนึ่งได้ถวายพระพร

แม่ญี่ปุ่นทั้งฉุนทั้งงง! โรงเรียนไม่อนุญาตลูกสาวใส่ถุงน่องกันหนาว อ้างไม่มีสมาธิเรียน

คุณแม่ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง โพสต์ระบายความไม่พอใจลงในทวิตเตอร์ หลังจากแนะนำให้ลูกสาวตัวเอง (ไม่เปิดเผยอายุ) สวมถุงน่องในวันที่อากาศหนาว เพราะกระโปรงเครื่องแบบของโรงเรียนสั้นมาก ทำให้รู้สึกหนาวขา แต่โรงเรียนกลับไม่ให้อนุญาต เพราะอ้างว่าจะทำให้ไม่มีสมาธิเรียนหนังสือ

“ลูกสาวฉันบอกว่าหนาวขา ฉันเลยบอกให้ใส่ถุงน่องไว้ใต้กระโปรง แต่พอไปถึงโรงเรียน พวกเขาบอกลูกฉันว่า ไม่อนุญาตให้ใส่ถุงน่อง เพราะถ้าขาอุ่น จะไม่มีสมาธิเรียนหนังสือ เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า คนพวกนี้คงจะเป็นโรคจิตที่ชอบดูขาอ่อนสาวๆ แน่ๆ” คุณแม่รายนี้ โพสต์

โพสต์นี้ทำให้เกิดการพูดถึงในโลกออนไลน์ของญี่ปุ่น ฝั่งหนึ่งมองว่า ที่จริงแล้วเครื่องแบบของโรงเรียนมีกฎอยู่ และกฎการแต่งกายก็มีขึ้นเพื่อให้นักเรียนไม่ต้องสนใจกับการแต่งตัว หรือเปรียบเทียบชุดกับเพื่อนๆ เพื่อให้มุ่งมั่นกับการเรียนเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม คุณแม่รายนี้ค้านอย่างรุนแรงว่า กฎของโรงเรียนที่ไม่ให้นักเรียนใส่ถุงน่องแม้อากาศจะหนาวสักเพียงใด ไม่ได้ช่วยให้เด็กๆ มีสมาธิกับการเรียนสักนิด และโพสต์ว่า “ตลอดชีวิตของฉัน ฉันนึกไม่ออกเลยว่าฉันจะมีสมาธิเรียนหนังสือได้ยังไงถ้ามัวแต่คิดว่าขารู้สึกหนาว ครูพวกนั้นไม่เคยได้ยินสุภาษิตโบราณที่บอกว่า ‘หัวร้อนถ้าขาหนาว’ หรือไง”

เช่นกันกับชาวเน็ตคนหนึ่ง ที่อยู่ทีมคุณแม่ ที่โพสต์วิจารณ์โรงเรียนว่า การห้ามไม่ให้นักเรียนหญิงใส่ถุงน่องในวันที่อากาศหนาวๆ เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม ลองเปลี่ยนให้นักเรียนชายใส่กระโปรงสั้นๆ บ้างไหมล่ะ ส่วนคุณครูที่พูดว่า ถ้าขาอุ่นจะช่วยให้มีสมาธิเรียน ลองเปลี่ยนมาใส่กระโปรงเหมือนกันดูไหม เผื่อจะมีสมาธิสอนหนังสือมากขึ้น แทนที่จะมัวจับผิดนักเรียน

ลุงท้อแท้หนี้รุมเร้า-ปัญหาครอบครัวซ้ำ ยืนจะโดดสะพานตาย หนุ่มเห็นคว้าไว้ทัน

หนุ่มพลเมืองดีขี่รถผ่านมาเห็น ลุงกำลังจะกระโดดสะพานตาย รีบวิ่งเข้าไปชาร์จตัวเอาไว้ทัน เจ้าตัวร้องโฮบ่นปัญหาชีวิต ท้อแท้หาทางออกไม่ได้แล้ว ขู่จับเข้าคุกก็จะไปผูกคอตายในห้องขังอยู่ดี

ภาพขณะที่ นายทองเจือ อายุ 57 ปี เดินไปมาอยู่บนสะพานลอยข้ามสี่แยกไฟแดงชลชาย ถนนสุขุมวิท หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ทำท่าจะกระโดดลงมา แต่ปรากฏว่ามีชายหนุ่มพลเมืองขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมามาเจอพอดี จึงจอดรถคว้าตัวไว้ได้ทัน เป็นจังหวะเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงพอดีจึงช่วยกันควบคุมตัวให้อยู่ในอาการสงบ

นายทองเจือ ได้พูดกับเจ้าหน้าที่ว่า หากถูกจับก็จะไปผูกคอฆ่าตัวตายในห้องขังอีก เจ้าหน้าที่จึงเกลี้ยกล่อมพร้อมให้กำลังใจก่อนสอบถามสาเหตุที่มากระโดดสะพานในครั้งนี้ เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกวานนี้ (1 ธ.ค.)

ทั้งนี้ นายทองเจือ กล่าวว่า ตนทำงานอยู่ที่โรงกลึงแห่งหนึ่งในซอย 1 บ้านสวน เพิ่งประสบปัญหาชีวิตครอบครัวและเรื่องหนี้สิน จึงตัดสินใจนั่งดื่มเหล้าย้อมใจและขี่รถจักรยานยนต์ ขึ้นมาบนสะพานลอยข้ามแยกดังกล่าว เพื่อจะกระโดดสะพานฆ่าตัวตายหนีปัญหาชีวิต เพราะคิดอะไรไม่ออก

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัวและปัญหาหนี้สิน ตนพยายามหาทางออกหลายทางแล้ว แต่ก็ไม่สามารถหาทางออกได้ จึงคิดว่าความตายน่าจะเป็นทางออก แต่นับว่าเคราะห์ดีที่มีหนุ่มพลเมืองดีขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาเห็นผิดสังเกต จึงรีบเข้าคว้าตัวไว้ได้ทัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำขึ้นรถมูลนิธิเพื่อนำตัวไปสงบสติอารมณ์ที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี

นายเกษม 31 ปี หนุ่มพลเมืองที่ขี่รถจักรยานยนต์มากับรุ่นพี่ คนที่เข้าไปช่วยคว้าตัวนายทองเจือเอาไว้ เปิดเผยว่า ระหว่างทางที่ขี่รถจักรยานยนต์กำลังจะข้ามแยกได้สังเกตเห็นคนเดินไปมา ทำท่าขึ้นไปขอบสะพานเหมือนจะกระโดดลงไปด้านล่าง ตนจึงรีบจอดรถพร้อมวิ่งไปคว้าตัวเอาไว้ และเป็นจังหวะเดียวกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยอีกแรงพอดี ถ้าหากมาช้าอีกนิดคงไม่ทันการแน่ๆ

บุกโรงเรียนสอบทุจริต “ขนมจีนคลุกน้ำปลา” พบเมนูใหม่ไฉไลกว่าเดิม

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ชมรมstrong-จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดสุราษฎร์ธานี โพสต์คลิปวีดีโอความยาวนาทีเศษ พร้อมข้อความระบุว่า “31/พ.ค./61 ขนมจีนกับน้ำปลา คือ อาหารกลางวันเด็ก

eazyportal.com ของโรงเรียนบ้านท่าใหม่ หมู่ที่17 ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี (เด็กโตน้ำแกงหมูสับ)” ซึ่งต่อมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะเชื่อว่ามีการทุจริตโครงการอาหารกลางวัน

นายจักรรินทร์ อภิสมัย รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพื้นที่การศึกษาเขตที่ 2 กล่าวว่า ยังไม่เห็นคลิปวิดีโอดังกล่าว แต่ทราบเรื่องแล้วโดยเมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนหนึ่ง ได้รวมตัวประท้วงการปฏิบัติงานโดยมิชอบของนายสมเชาว์ สิทธิเชนทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ และขอให้ย้ายออกจากพื้นที่ >>สั่งย้าย ผอ.โรงเรียน ทุจริตโครงการอาหารกลางวัน เด็กต้องกินขนมจีนกับน้ำปลา

คืบหน้าล่าสุด (4 มิ.ย.61) เวลาประมาณ 11.00 น. คณะทำงานสำนักงาน ป.ป.ช. สุราษฎร์ธานี ได้ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านท่าใหม่ เพื่อตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของชาวบ้านในพื้นที่ รวบรวมพยาน หลักฐาน นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งมารอให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่

ซึ่ง นายพล ศรัทโธ ผอ.สนง.ปปช.สุราษฎร์ฯ บอกว่าวันนี้จะดำเนินการตรวจสอบเรื่องโครงการอาหารกลางวันก่อนแม้จะเป็นวงเงินที่น้อยแต่อยู่ในความสนใจของประชาชน จึงต้องเร่งตรวจสอบให้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด

พร้อมกันนั้นได้ร่วมตรวจสอบอาหารกลางวัน ที่เด็กได้รับประทานในวันนี้ ซึ่งมีแกงส้มกุ้ง ไข่พะโล้ และผลไม้ ในส่วนเด็กโตสามารถรับประทานได้ทั้งสองอย่าง แต่เด็กเล็กก็ยังคงรับประทานได้เพียงไข่พะโล้ กับผลไม้ แต่จากการสังเกตเด็กบางรายก็รับประทานไม่หมด

โดย นางสาวกนกพร แสงสี ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ป.6 บอกว่า ในช่วงที่ผอ.คนนี้อยู่ ไม่ได้รับประทานแบบนี้ ส่วนใหญ่เป็นอาหารจานเดียวและขนมจีน และ ผอ.จะเป็นคนถือเงินและซื้อกับข้าวเอง

ซึ่งที่ผ่านมาจากการตรวจสอบพบว่า ผอ.รายนี้ดำรงตำแหน่งมาแล้วร่วม 3 ปี โดยชาวบ้านเข้ามาตรวจสอบพบในบางวันซื้อหมูเพียง 4 กิโลกรัม จะพอสำหรับเด็กเกือบ 300 คนได้อย่างไร ทาง ปปช.เองจะได้รวบข้อมูลหลักฐานและพยาน นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เร็วที่สุด เพื่อไขข้อสงสัยให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมทุกฝ่าย

 

“รอหนูนะ” โพสต์สุดท้ายถึงครอบครัว “น้องอุ้ม” เหยื่อหึงโหดถูกยิงเสียชีวิต

กรณี น.ส.ณัจฉรีญา หรือน้องอุ้ม อายุ 21ปี นักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฎแห่งหนึ่ง ถูกนายภัคคพงษ์ อายุ 24ปีอดีตแฟนเก่า ตามมาดักรอหน้าหอพักเพื่อง้อขอคืนดี ก่อนใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิต จากนั้นฝ่ายชายใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงตัวเองจนได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.(4 มิ.ย.61) บริเวณหน้าหมู่บ้านสหพร ศาลายา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเศร้าสลดให้คนในครอบครัว และเพื่อนๆของผู้ตายเป็นอย่างมาก

ได้รับการเปิดเผยจากเพื่อนของ น.ส.ณัจฉรีญา ทราบว่าผู้ตายเป็นคนขยัน ตั้งใจเรียนหนังสือ พรีเซนท์งานในชั้นเรียนเก่ง ส่งผลให้การเรียนที่ผ่านมาได้เกรดเฉลี่ย 3.5
นอกจากนี้ยังเป็นนักกีฬาแบดมินตันของมหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนก็จะหารายได้พิเศษด้วยการขายเครื่องสำอาง หวังจะแบ่งเบาภาระทางบ้านที่ต้องส่งเสียตัวเองเรียน

ล่าสุดเจ้าตัวกำลังจะจบการศึกษา และเพิ่งถ่ายภาพชุดครุยเพื่อรอรับปริญญา และยังโพสต์ข้อความถึงครอบครัวว่า “เรียนมันเหนื่อย แต่คนส่งเรียนเหนื่อยกว่า ❤ อีกนิดเดียวนะ รอหนูนะ” แต่ก็ต้องมาจบชีวิตในที่สุด

ฝากขัง 4 ชายโฉดข่มขืน “น้องกิ๊ฟ” เรียกสอบ “สาวสายเดี่ยว” ช่วยอุ้มออกจากผับ

ตำรวจเตรียมเรียกตัวสาวสายเดี่ยวดำ

orthodox-geo.com ช่วยอุ้ม “น้องกิ๊ฟ” จากผับ ก่อนโดนแก๊งโฉดรุมโทรมจนตาย ขณะที่วันนี้ (31 พ.ค. 61) ตำรวจจะนำตัวผู้ต้องหา ทั้ง 4 คนไปฝากขัง

กรณีเหตุการณ์ชาย 4 คน อุ้มสาวชื่อ “กิ๊ฟ” คล้ายถูกมอมยาจนเมาหมดสติ ออกจากผับชื่อดังกลางเมืองจันทบุรี ก่อนพาไปรุมข่มขืนกระทำชำเรา ที่ ล้งรับซื้อผลไม้ ก่อนพบว่าสาวคนดังกล่าวกลายเป็นศพตายปริศนา ในสภาพศพเลือดออกปากและจมูก บริเวณลำคอมีร่องรอยเป็นรอยเขียวช้ำ

จับยกแก๊ง 4 โจ๋ฆ่าข่มขืนสาว หมกศพทิ้งล้งจันทบุรี หิ้วทำแผน-โดนรุม
ซึ่งหลังเกิดเหตุ ตำรวจควบคุมตัวผู้กล่าวหาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เมื่อวานนี้ ได้มีบรรดาญาติของผู้เสียชีวิต จำนวนกว่า 20 คน ที่มาดักรอ พยายามฮือเข้าทำร้าย ชกต่อยหน้าผู้ต้องหาหลายครั้ง จนทางเจ้าหน้าที่ต้องตรึงกำลังควบคุมสถานการณ์เข้มงวด

ล่าสุด พ.ต.อ.เชษฐา กีชวรรณ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรมะขาม เปิดเผยว่า วันนี้ (31 พ.ค. 61) ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวน นำตัว 4 ผู้ต้องหา ไปฝากขังการฝากขังต่อศาลจังหวัดจันทบุรี ส่วนในทางคดีที่จะมีการตั้งข้อหาเพิ่มนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงรอผลการตรวจชิ้นเนื้อกระเพาะ เเละดีเอ็นเอ ของผู้เสียชีวิตว่ามีสิ่งผิดแปลกปลอมอยู่ภายในร่างกายหรือไม่อย่างไร หากพบว่ามีสิ่งผิดแปลกปลอมเเละทำให้เสียชีวิตผิดธรรมชาติก็จะมีการตั้งข้อหาเพิ่มต่อไป

ซึ่งเช้าวันนี้ (31 พ.ค. 61) ได้มีญาติของผู้ต้องหาเดินทางมาเยี่ยมและซื้อข้าว ซื้อน้ำให้กับผู้ต้องหาได้กินก่อนนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดจันทบุรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเปิดคลิปจากบริเวณผับในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ เห็นกลุ่มคนร้ายอุ้ม น.ส.กิ๊ฟ ที่ไม่ได้สติออกจากผับ โดยที่ลูกค้าคนอื่นไม่ได้สนใจแต่อย่างใด นอจากนี้ภายในคลิปนอกจากจะเห็นกลุ่มผู้ต้องหา 4 คนกำลังช่วยกันอุ้มร่าง น.ส.กิ๊ฟ ออกมาแล้ว ยังมีหญิงสาวอีกคนใส่เสื้อสายเดียวสีดำช่วยประคองร่าง น.ส.กิ๊ฟ ออกมาด้วย

ซึ่งได้สอบถาม กับ พ.ต.อ.เชษฐา บอกว่า ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเรียกมาสอบปากคำเเล้ว พบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแต่นำกระเป๋าของผู้เสียชีวิตที่ทำตกหล่นไปมอบให้กับผู้เสียชีวิตเท่านั้น โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ 4 ผู้ต้องหาแต่อย่างใด

สติและน้ำใจ! คนขับฟอร์จูนเนอร์รอดชีวิต หลังถูกรถบรรทุกทับจนแบนติดพื้น

กรณีอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อบรรทุกเมล็ดถั่วเหลืองพลิกตะแคงทับรถยนต์ ในเขตลาดกระบัง ทำให้คนขับรถยนต์บาดเจ็บสาหัส ถูกตู้คอนเทนเนอร์ยักษ์ทับร่างนานกว่า 2 ชั่วโมง

ถือเป็นอุบัติเหตุในวันที่ 27 พฤษภาคม ที่มีผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในสื่อโซเชียล จากกรณีรถบรรทุกเมล็ดถั่วเหลือง พลิกคว่ำทับรถยนต์ยี่ห้อฟอร์จูนเนอร์เต็มคัน จนซากรถยุบติดถึงพื้นถนน บริเวณทางโค้งโรงเรียนวัดพลมานีย์ ถนนประชาพัฒนา เขตลาดกระบัง โดยมีคนขับรถฟอร์จูนเนอร์ ทราบชื่อภายหลัง คือ นายวรวุฒิ ถูกตู้คอนเทนเนอร์ทับติดอยู่ภายในซากรถนานกว่า 2 ชั่วโมง

การให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเป็นไปด้วยความยากลำบากมาก เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์ของรถบรรทุก มีเมล็ดถั่วเหลืองน้ำหนักถึง 46 ตัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องนำถ่ายเมล็ดถั่วเหลืองออกจากตู้คอนเทนเนอร์ก่อน ระหว่างนั้น มีรถเครนของเอกชนผ่านมาพอดี

คนขับรถเครนได้โทรศัพท์ไปขออนุญาตจากเถ้าแก่ว่า พบรถเกิดอุบัติเหตุขอหยุดให้ความช่วยเหลือก่อน ซึ่งเถ้าแก่ได้อนุญาต ทำให้มีรถเครนมายกประคองตู้คอนเทนเนอร์ให้พ้นจากซากรถฟอร์จูนเนอร์ เจ้าหน้าที่จึงสามารถนำอุปกรณ์ตัดถ่างเข้าถึงตัวผู้บาดเจ็บได้อย่างรวดเร็ว

ด้านคนขับรถฟอร์จูนเนอร์ที่ถูกรถบรรทุกทับอยู่นั้น มีสติดีได้เอนเบาะรถและหลบไปทางเบาะหน้าด้านข้าง จึงถูกทับบริเวณด้านขวา พร้อมบีบแตรส่งสัญญาณกับเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ในที่สุดหลังผ่านไปนานกว่า 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงสามารถนำ นายวรวุฒิ ออกจากซากรถส่งโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย โดยที่นายวรวุฒิยังรู้สึกตัวดี

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู กล่าวว่า คนขับที่ได้รับบาดเจ็บมีสติมาก เขามาคนเดียว และตัดสินใจเบี่ยงหลบไปทางด้านข้าง ทำให้ลำตัวแนบลงไปทำให้รอดชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุและเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

ด้าน นายณรงค์ คนขับรถบรรทุก ที่รอให้การกับตำรวจ เล่าว่า ขับรถบรรทุกไปรับถั่วเหลืองมาจากคลังสินค้าย่านลาดกระบัง จะไปส่งที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเป็นทางโค้ง มีรถจักรยานยนต์ขับแซง ทำให้ต้องหักหลบกะทันหัน และด้วยน้ำหนักรถที่มาก ทำให้เสียหลักพลิกมาทับรถที่ขับรถสวนทางมา ยืนยันไม่ได้ขับรถประมาท หรือใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

พนักงานสอบสวน สอบปากคำและตรวจปัสสาวะผู้ขับขี่เพื่อหาสารเสพติด เบื้องต้น ได้แจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ได้รับทรัพย์สินเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ปตท. นำลดราคาน้ำมันทุกประเภท เกาะติดสถานการณ์น้ำมัน

น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเม.ย. 2561 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั้งเบนซินเเละดีเซลในตลาดโลกปรับตัวขึ้นไปเป็นกว่า 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ล่าสุดคาดว่าวันนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกน่าจะเริ่มมีแนวโน้มลดลงบ้าง ปตท. จึงปรับลดราคาน้ำมันลงทันที แม้ราคาน้ำมันตลาดโลกภายหลังการปรับตัวลงจะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม โดยกลุ่มเบนซิน ลดลง 50 สตางค์/ลิตร

ส่งผลให้น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 36.86 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 29.75 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 29.48 บาท/ลิตร E20 อยู่ที่ 27.24 บาท/ลิตร ยกเว้น E85 ลดลง 30 สตางค์/ลิตร อยู่ที่ 21.44 บาท/ลิตร กลุ่มดีเซล ลดลง 50 สตางค์/ลิตร อยู่ที่ 29.29 บาท/ลิตร และน้ำมันอัลตรา ฟอร์ซ พรีเมียม ดีเซล 32.29 บาท /ลิตร มีผลในวันพรุ่งนี้ (26 พ.ค.2561) เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป (โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร)

อย่างไรก็ตาม ปตท. จะยังคงนโยบายติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนทุกท่านร่วมกันใช้เชื้อเพลิงอย่างประหยัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย

ด้านนายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีกระแสโซเชี่ยลเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนเลิกเติมน้ำมันของสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) ปตท. ระหว่างวันที่ 1-7 มิ.ย.นี้ ว่าเบื้องต้นได้รับรายงานจากปั๊มในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศยังไม่พบความผิดปกติเรื่องการจำหน่ายน้ำมันที่ลดลงแต่อย่างใด

“แต่ปตท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยขณะนี้ได้ประสานความร่วมมือไปยังปั๊มปตท.ทุกแห่งทั่วประเทศที่มีกว่า 1,500 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ 90% หรือประมาณ 1,300 แห่งเป็นปั๊มของดีลเลอร์ และมีเพียง 10% ที่ปตท. เป็นเจ้าของเอง ให้เร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนที่มาใช้บริการ ว่าปตท. ไม่ได้เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคทั้งเรื่องราคาและคุณภาพน้ำมัน”

อย่างไรก็ตาม ปตท. ขอชี้แจงว่าปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นปั๊มของปตท.เอง หรือเป็นของดีลเลอร์ทุกปั๊มได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร อาทิ ข้าว ผัก ผลไม้ตามฤดูกาลในแต่ละพื้นที่มาวางจำหน่ายในปั๊มโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของปตท. ที่ยังเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมภาคเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในระดับเศรษฐกิจฐานราก ที่ทำให้เกิดการจ้างงานคนในพื้นที่เป็นการช่วยกระจายรายได้

เมียนมาขุดเจอ “ขุมทองทหารญี่ปุ่น” สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บนเส้นทางรถไฟสายมรณะ

โลกฮือฮา ขุดเจอขุมทองคำแท่ง สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บนเส้นทางรถไฟสายมรณะในเมียนมา

orthodox-geo.com แถวชายแดนจ.กาญจนบุรี

(25 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากชายแดนไทย-เมียนมา ด้านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ว่า นายลิน ลิน ข่าย (Lin Lin Khine) เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเมืองทันบูซายัด รวมไปถึงสื่อเมียนมาระดับประเทศ ต่างตรวจสอบข่าวการขุดเจอถ้ำที่เก็บซุกซ่อนทองของทหารญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่บริเวณใกล้เขตเมืองทันบูซายัด ทางตะวันออกเฉียงใต้รัฐมอญ ตามเส้นทางรถไฟสายมรณะ จากเมืองพญาต่องซูติด จ.กาญจนบุรีของไทย ไปยังเมืองทันบูซายัด

สืบเนื่องมาจากรัฐบาลเมียนมา ได้ว่าจ้างบริษัทผู้รับเหมาสร้างถนน ในขณะที่ใช้รถแบ็คโฮออกขุดบริเวณภูเขาในสวนยางของชาวบ้านก็พบปากถ้ำทองดังกล่าวมีความลึกราว 8 เมตร เมื่อลงไปตรวจค้นก็พบทองคำแท่งเก่าแก่ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลิตขึ้นในปี 1932 ปั๊มตราเป็นภาษาอังกฤษว่า BURMA BUDDHA หมายถึง ทองของพระพุทธเจ้า ซึ่งทหารญี่ปุ่นยุคนั้นใช้ไฟเผาพระพุทธรูปและชฎาเจดีย์ นำทองมาหลอม

รายงานจากผู้สื่อข่าวเมียนมา ประจำรัฐมอญ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดย นายมินซู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ของเมียนมา เป็นผู้นำทีมสำรวจค้นหาข้อมูลและขอพื้นที่จากชาวบ้าน

รายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้ชาวบ้านบางส่วนเกิดความไม่พอใจ เนื่องจากมีการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับขุมทองญี่ปุ่น แต่ไม่ได้ส่วนแบ่งจากรัฐบาล โดยได้เข้าร้องทุกข์กับผู้นำ และ แกนนำ ส.ส.พรรคเอ็นแอลดี ว่าทองคำที่ขุดค้นพบในที่ดินของตน ประชาชนควรมีส่วนแบ่ง และขณะนี้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดินและพืชสวน แต่ฝ่ายราชการแจ้งว่าทุกอย่างเป็นสมบัติของชาติ และจะดำเนินการขุดค้นสำรวจทรัพย์สมบัติ ค้นหาข้อมูลเส้นทางการเดินทัพของทหารญี่ปุ่นต่อไป

ผู้สื่อข่าวเมียนมา ระบุอีกว่า เมียนมาขุดเจอขุมทองคำแท่งถึง 2 ครั้ง ในเขตรัฐมอญของเมียนมา ครั้งแรกสมัยนายพลเนวิน ผู้นำทางทหาร เมื่อ 25 ปีที่ผ่านมา และครั้งนี้ขุดพบโดยบริษัทของชาวเมียนมา

สำหรับที่มาขุมทองนั้นเกิดขึ้นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนายพลโทโมยูกิ ยามาชิตะ เจ้าของฉายาเสือร้ายแห่งมลายู ที่บุกเข้าไปยึดฟิลิปปินส์ ก่อนจะถูกทหารอเมริกันรุกไล่ให้ลงไปจากเกาะ ได้ฝังทรัพย์สมบัติมูลค่ามหาศาล มีทั้งทองคำ เพชร พลอย และศิลปะล้ำค่าจากเอเชียอาคเนย์ไว้ในหลายประเทศขณะถอยทัพ โดยฝังไว้ ถึง 172 จุด เมื่อฝังสมบัติเสร็จแล้วได้ฝังเชลยศึกเหล่านั้นตามไปเพื่อรักษาความลับเอาไว้ และยิ่งกลายเป็นความลับดำมืดชั่วนิรันดร์ เมื่อนายพล โทโมยูมิ ถูกประหารชีวิตในปี 1946

ร่วมแต่งดำ ไว้อาลัยกระทรวงการคลัง ไม่เห็นด้วยออกระเบียบห้ามขึ้นเงินเดือนลูกจ้าง

รพ.ชุมชนใน จ.สตูล ร่วมไว้อาลัย กระทรวงการคลังหลัง

eazyportal.com ออกระเบียบห้าม รพ.จ้าง ลูกจ้างห้ามขึ้นเงินเดือนลูกจ้าง โดย นพ.ปวิตร วนิชชานนท์ ผอ.รพ.ละงู พร้อมเจ้าหน้าที่ พนักงาน ลูกจ้างใน รพ.ละงู กว่า 200 คนร่วมไว้อาลัยกระทรวงการคลัง

ด้วยการพร้อมใจกันแต่งชุดดำมาทำงานในวันนี้ พร้อมยืนยันไม่เห็นด้วยกับระเบียบดังกล่าว อยากให้ยึดระเบียบเดิมที่แต่ละ รพ. ใช้งบของ รพ.เอง ในการจ้างลูกจ้าง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ใน รพ. ถือเป็นผู้ที่ทำงานกับผู้ป่วยเป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว ระเบียบที่ออกมาถือเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่

โดย ผอ.รพ.ละงู กล่าวว่า รพ.ละงู มีเจ้าหน้าที่ที่เป็นลูกจ้างอยู่ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ระเบียบของกระทรวงการคลังดังกล่าว ออกมาทำให้ขวัญเสียกันทั่วประเทศ เราในฐานะ รพ.ชุมชน แห่งหนึ่ง ขอเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับระเบียบดังกล่าว

ซึ่งระเบียบดังกล่าวกระทบหมดทั้งจังหวัด รพ.ศูนย์ รพ.จังหวัด รพ.อำเภอ และ รพ.ชุมชน ต่างๆ ซึ่งในแต่ละปีลูกจ้างเมื่อสอบได้ที่อื่นก็จะมาลาออก หากใช้งบบัญชีกลางจะเกิดความล่าช้า รพ.กว่า 900 แห่ง รวมทั้ง รพ.สต. ทั่วประเทศ หากมีการขอไปมันก็จะเป็นลักษณะเหมือนคอขวดกระจุกแน่นอยู่ เกิดความล่าช้า จึงอยากเรียกร้องให้ใช้ระบบเดิมที่เราดูแลตามสถานะของเรา