ปตท. นำลดราคาน้ำมันทุกประเภท เกาะติดสถานการณ์น้ำมัน

น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเม.ย. 2561 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั้งเบนซินเเละดีเซลในตลาดโลกปรับตัวขึ้นไปเป็นกว่า 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ล่าสุดคาดว่าวันนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกน่าจะเริ่มมีแนวโน้มลดลงบ้าง ปตท. จึงปรับลดราคาน้ำมันลงทันที แม้ราคาน้ำมันตลาดโลกภายหลังการปรับตัวลงจะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม โดยกลุ่มเบนซิน ลดลง 50 สตางค์/ลิตร

ส่งผลให้น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 36.86 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 29.75 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 29.48 บาท/ลิตร E20 อยู่ที่ 27.24 บาท/ลิตร ยกเว้น E85 ลดลง 30 สตางค์/ลิตร อยู่ที่ 21.44 บาท/ลิตร กลุ่มดีเซล ลดลง 50 สตางค์/ลิตร อยู่ที่ 29.29 บาท/ลิตร และน้ำมันอัลตรา ฟอร์ซ พรีเมียม ดีเซล 32.29 บาท /ลิตร มีผลในวันพรุ่งนี้ (26 พ.ค.2561) เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป (โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร)

อย่างไรก็ตาม ปตท. จะยังคงนโยบายติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนทุกท่านร่วมกันใช้เชื้อเพลิงอย่างประหยัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย

ด้านนายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีกระแสโซเชี่ยลเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนเลิกเติมน้ำมันของสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) ปตท. ระหว่างวันที่ 1-7 มิ.ย.นี้ ว่าเบื้องต้นได้รับรายงานจากปั๊มในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศยังไม่พบความผิดปกติเรื่องการจำหน่ายน้ำมันที่ลดลงแต่อย่างใด

“แต่ปตท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยขณะนี้ได้ประสานความร่วมมือไปยังปั๊มปตท.ทุกแห่งทั่วประเทศที่มีกว่า 1,500 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ 90% หรือประมาณ 1,300 แห่งเป็นปั๊มของดีลเลอร์ และมีเพียง 10% ที่ปตท. เป็นเจ้าของเอง ให้เร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนที่มาใช้บริการ ว่าปตท. ไม่ได้เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคทั้งเรื่องราคาและคุณภาพน้ำมัน”

อย่างไรก็ตาม ปตท. ขอชี้แจงว่าปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นปั๊มของปตท.เอง หรือเป็นของดีลเลอร์ทุกปั๊มได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร อาทิ ข้าว ผัก ผลไม้ตามฤดูกาลในแต่ละพื้นที่มาวางจำหน่ายในปั๊มโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของปตท. ที่ยังเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมภาคเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในระดับเศรษฐกิจฐานราก ที่ทำให้เกิดการจ้างงานคนในพื้นที่เป็นการช่วยกระจายรายได้

พลังงานยอมถอย ให้ผู้ค้าประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าได้ พยุงดีเซลไม่เกิน 30 บาท

กระทรวงพลังงาน เตรียมดึงเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามารักษาระดับราคาขายปลีกดีเซลในประเทศไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร พร้อมผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการสามารถประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าได้

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงแนวทางการช่วยเหลือผลกระทบจากวิกฤติราคาน้ำมันว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอมาตรการดูแลราคาน้ำมันดีเซลเข้าที่ประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาสัปดาห์นี้ โดยระหว่างรอน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษออกมา กระทรวงพลังงานจะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันที่มีอยู่เงินอยู่ประมาณ 30,505 ล้านบาท เป็นเครื่องมือในการรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลให้ไม่เกินกว่า 30 บาทต่อลิตร เป็นระยะสั้น

และเบื้องต้นจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถแจ้งราคาขายปลีกล่วงหน้าให้กับประชาชนได้รับทราบก่อน 1 วันตามเดิม จนกว่าจะผลิตน้ำมันไอโอดีเซลเกรดพิเศษ หรือ B20 ออกจำหน่าย ใช้สำหรับรถโดยสารสาธารณะ และรถบรรทุกขนาดใหญ่จำหน่ายถูกกว่า ราคาน้ำมันดีเซลเกรดธรรมดา 3 บาท หรือจำหน่ายในราคาลิตรละ 27 บาท ที่คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายได้ในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนกรกฎาคม เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ และรถบรรทุกปรับขึ้นค่าบริการ

โดยขอให้ผู้ประกอบการคลายความกังวลไม่กล้าเปลี่ยนเชื้อเพลิง โดยยืนยันว่า ไม่เกินความสามารถของช่าง ขณะเดียวกันยืนยันว่าจะไม่มีการนำเงินในกองทุนฯเข้าไปอุดหนุนค่าขนส่งเฉพาะส่วนเพราะจะไม่เป็นธรรมกับทุกคนที่มีภาระต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯทั้งหมด

 

รัฐบาลช่วยลดราคาน้ำมันทางอ้อม ยอมเก็บเงินเข้ากองทุนเหลือ 10 สตางค์ต่อลิตร

ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบการปรับลดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตามที่คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเสนอ จากปัจจุบันที่เก็บ 0.25 บาท/ลิตร คงเหลือ 0.10 บาท/ลิตร ลดชั่วคราวเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อเป็นการผ่อนภาระประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการต่าง ๆ ในเรื่องต้นทุนรายจ่าย ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคานํ้ามันในตลาดโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้น

ซึ่งในระยะเวลา 2 ปีดังกล่าว กองทุนฯ ก็ยังมีเงินทุนสำรองเพียงพอที่จะสามารถดำเนินกิจกรรมตามปกติได้อย่างต่อเนื่อง และด้วยฐานะการเงินของกองทุนฯ ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 มีอยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 40,000 ล้านบาท

สำหรับเงินส่วนที่ลด 0.15 บาท/ลิตร จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคได้ 5,350 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถ้าเก็บแบบนี้ กิจกรรมกองทุนฯ จะมีเงินรายรับสำหรับใช้ตามแผนการดำเนินงานของกองทุนฯ ประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท โดยการปรับลดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนฯ นํ้ามันเบนซิน นํ้ามันแก๊สโซฮอล และนํ้ามันดีเซล เริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และปรับอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป



ขอบคุณข้อมูล : รัฐบาลไทย

แม่ค้าออนไลน์ต้องรู้! จะถูกจะแพง ต้องแสดงราคาสินค้า

….จะถูกจะแพง ต้องแสดงราคาสินค้าออนไลน์

ผู้ขายสินค้าออนไลน์จะต้องแสดงราคาจำหน่าย ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าส่ง ให้ชัดเจน ครบถ้วน และเปิดเผย หากไม่ทำตามมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ตามประกาศของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

การแสดงโฆษณาบนโลกออนไลน์และมีร้านค้า จะต้องบอกว่าเป็นภาพตัวอย่าง พร้อมแสดงราคาโดยประมาณไว้ก่อน และให้ชี้แจงว่าราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามขนาด น้ำหนัก และวัตถุดิบ

“การให้ inbox สอบถามราคานั้น เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ผู้ที่พบเห็นการกระทำผิด สามารถแจ้งได้กับสายด่วนกระทรวงพาณิชย์ (1569) พร้อมรับสินบนนำจับในอัตรา 25% ของค่าปรับหรือมูลค่าสุทธิของสินค้าที่ศาลมีคำสั่งยึด”

ส่วนการโฆษณาสินค้าโดยไม่มีหน้าร้านออนไลน์ ไม่เข้าข่ายกรณีนี้
แม่ค้าออนไลน์ต้องรู้! จะถูกจะแพง ต้องแสดงราคาสินค้า



ขอบคุณข้อมูล : money.sanook.com

‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี’ ปลื้มไทยติดอันดับโลก ‘ประเทศน่าลงทุนที่สุด’

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบรายงานอันดับประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน ประจำปี 2561 ของ U.S.News ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 8 จาก 20 อันดับของโลก วิเคราะห์จากหลายปัจจัย เช่น เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม ทักษะแรงงาน ความชำนาญทางเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ประชากร และคอร์รัปชัน เป็นต้น

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี พอใจอันดับของไทยจากรายงานดังกล่าว ถือว่าเป็นข่าวดีทางเศรษฐกิจ เพราะต่างชาติให้การยอมรับประเทศไทย ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันทุกฝ่ายตั้งแต่ระดับนโยบาย ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทุกคน ที่พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง และช่วยกันรักษาบรรยากาศของบ้านเมืองให้สงบ เพื่อดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก

ขณะเดียวกัน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา U.S.News เพิ่งเผยแพร่ผลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลกในด้านต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยครองแชมป์อันดับ 1 เป็นประเทศที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มธุรกิจ (Best Countries to start a Business) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยนั้นจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ในสายตาของชาวโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุนตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งภาพลักษณ์ในเรื่องนี้เป็นสิ่งจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาทำธุรกิจในไทยเป็นอย่างยิ่ง และผลการจัดอันดับดังกล่าวยังสอดคล้องกับอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business: EoDB) ของธนาคารโลกครั้งล่าสุด ที่ไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 20 อันดับ จากอันดับที่ 46 ในปี 2560 เป็นอันดับที่ 26 ในปี 2561 ด้วย โดยมีฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ถูกจัดให้อยู่ใน 20 อันดับเช่นเดียวกัน สะท้อนในเห็นว่าภูมิภาคนี้กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ

ดังนั้น จึงถือว่านโยบายและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเดินมาถูกทางแล้ว โดยทุกประเทศจะพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง



ขอบคุณข้อมูล : รัฐบาลไทย
ขอบคุณข้อมูล : money.sanook.com

เจ้าของ Amazon ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก

เจฟฟ์ เบซอส เจ้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Amazon (แอมะซอน) ถูกจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลกประจำปี 2561 สืบเนื่องจากผลประกอบการที่เติบโตกว่า 59% ในปีที่ผ่านมา โดยมีทรัพย์สินทั้งหมด 112,000 ล้านดอลลาร์ (3.5 ล้านล้านบาท)
เจ้าของ Amazon ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก
แต่ทั้งนี้หลังจากที่มีการประกาศไปหุ้นของแอมะซอนพุ่งขึ้นไปอีก ทำให้เบซอส มีทรัพย์สินรวมกันตอนนี้ประมาณ 127,000 ล้านดอลลาร์ แซงหน้า บิลล์ เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ที่ครองอันดับ 1 มา 6 ปีติดต่อกัน โดยตอนนี้บิลล์ เกตส์มีทรัพย์สินทั้งหมด 9 หมื่นล้านดอลลาร์ (2.8 ล้านล้านบาท)

ฟอร์บส์รายงานว่า เบซอสเป็นบุคลลที่มีทรัพย์สินมากที่สุดเท่าที่ฟอร์บส์เคยจัดอันดับมาตั้งแต่ปี 1987


นักลงทุนในตำนานอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ อยู่ในอันดับที่ 3 มีทรัพย์สิน 84,000 ล้านดอลลาร์ (2.6 ล้านล้านบาท) และที่ 4 เป็นเจ้าพ่อแห่งวงการแฟชั่นยุโรป เบอร์นาร์ด อาร์โนลด์ เจ้าของอาณาจักรหลุยส์ วิตตอง ซึ่งในปีที่ผ่านมาเขาเพิ่งซื้อกิจการของคริสเตียน ดิออร์มาไว้ในกำมือ ทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในยุโรป มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 72,000 ล้านดอลลาร์ (2.2 ล้านล้านบาท) และเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ติด 1 ใน 4 ของบุคคลที่รวยที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2012 ขณะที่มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของเฟซบุ๊กอยู่ในอันดับที่ 5 มีทรัพย์สินทั้งหมด 71,000 ล้านดอลลาร์

ขณะที่สองนักธุรกิจจากจีนแผ่นดินใหญ่ไต่ขึ้นมาอยู่ในสถานะบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 20 อันดับแรกเป็นครั้งแรก โดยหม่าฮัวเต็ง หรือโพนี หม่า ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในจีนอย่าง WeChat ก้าวขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย และอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลก

เจ้าของ Amazon ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก
ล่าสุดโพนี หม่าได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีนเพื่อเป็นตัวแทนสะท้อนความเห็นจากภาคธุรกิจของจีน และแจ็ค หม่า เจ้าของกิจการอีคอมเมิร์ซ Alibaba ก็ติดในอันดับที่ 20 ของบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในโลก โดยในปีที่ผ่านมา อะลีบาบามีการขยายตัวของธุรกิจกว่า 76%

สำหรับเมืองไทย เจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุด มีทรัพย์สินทั้งหมด 17,900 ล้านดอลลาร์ อยู่ในอันดับที่ 65 ของโลก และ ธนินท์ เจียรวนนท์ มีทรัพย์สินทั้งหมด 14,900 ล้านดอลลาร์ อยู่ในอันดับที่ 95 ของโลก

ฟอร์บส์ยังรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีทรัพย์สินลดลงจากปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ทรัมป์อยู่ในอันดับที่ 766 จาก 544 ในปีที่ผ่านมา มีทรัพย์สินทั้งหมด 3,100 ล้านดอลลาร์

จากการจัดอันดับทั้งหมดพบว่า มหาเศรษฐีจากสหรัฐฯ ยังคงติดอันดับมากที่สุดคือ 585 คน ตามมาด้วยมหาเศรษฐีจากจีน 373 คน และมีมหาเศรษฐีหน้าใหม่จากวงการสกุลเงินดิจิทัล 5 คนรวมอยู่ในกลุ่มมหาเศรษฐีหน้าใหม่ที่มีถึง 259 คน



ขอบคุณข้อมูล : money.sanook.com

แบงก์ชาติประกาศ 12 เม.ย. สถาบันการเงินเปิดบริการปกติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศฉบับที่ 16/2561 เรื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีการประกาศวันหยุดทำการของสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นกรณีพิเศษ โดยมีเนื้อหาระบุว่า

ด้วยมีหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนสอบถามถึงการกำหนดให้วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2561 เป็นวันหยุดกรณีพิเศษสำหรับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือไม่

ธนาคารแห่งประเทศไทยขอแจ้งให้ทราบว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีการประกาศวันดังกล่าว เป็นวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจถือเป็นตัวกลางสำคัญในการให้บริการทางการเงินแก่ภาคธุรกิจและประชาชน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)



ขอขอบคุณ
ข้อมูล : ธนาคารแห่งประเทศไทย
ภาพ : ธนาคารแห่งประเทศไทย

จีนทดสอบรถไฟความเร็วสูง “ฟู่ซิง” ขบวนใหม่ ยาวกว่าเดิม 2 เท่า

จีนทดสอบรถไฟความเร็วสูง “ฟู่ซิง” ขบวนใหม่ ยาวกว่าเดิมสองเท่า จุคนได้มากขึ้น

รถไฟความเร็วสูง ฟู่ซิง
สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า เมื่อไม่นานนี้ จีนได้เริ่มทดสอบรถไฟความเร็วสูง “ฟู่ซิง” (Fuxing – 复兴) ขบวนใหม่ ที่มีตู้โดยสารทั้งหมด 16 ตู้ คิดเป็นความยาวรวม 415 เมตร ซึ่งยาวกว่ารถไฟฯ ฟู่ซิงที่ใช้ในปัจจุบันถึงสองเท่าตัว และสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า 1,100 คนต่อเที่ยว

รถไฟความเร็วสูง ฟู่ซิง
รายงานระบุว่า รถไฟฯ ฟู่ซิง ถูกออกแบบและผลิตเองทั้งหมดในจีน มีพื้นที่กว้างขวางและประหยัดพลังงานมากกว่ารถไฟหัวกระสุนรุ่นก่อนของจีน ส่วนการทดสอบรถไฟฯ ฟู่ซิง ขบวนใหม่ในกรุงปักกิ่งเป็นการตรวจสอบองค์ประกอบต่างๆ จำนวน 28 ข้อ โดยกลุ่มบุคคลที่สาม

ทั้งนี้ ปัจจุบันจีนเป็นเจ้าของโครงข่ายทางรถไฟความเร็วสูงที่มีความยาวมากที่สุดในโลก โดยราวสามส่วนของโครงข่ายทั้งหมดถูกออกแบบให้สนับสนุนการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วออกแบบของรถไฟฯ ฟู่ซิง



ขอบคุณข้อมูล : news.sanook.com
(ข้อมูล : เฟซบุ๊ก XinhuaNews)

บิตคอยน์ราคาร่วงหนัก!

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาเงินบิตคอยน์ ได้ร่วงลงมาอย่างหนัก ระหว่างการซื้อขายที่สหรัฐฯ โดยตกไปอยู่ที่ 7,643 ดอลลาร์ หรือราว 240,000 บาท ทั้งที่บิตคอยน์เคยทำราคาสูงสุดไปถึงเกือบ 20,000 ดอลลาร์ เมื่อช่วงเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว

และตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์ปรับลดลงมาถึง 21% ทำให้นักเศรษฐศาสตร์วิตกกังวลว่า อาจเกิดฟองสบู่จากบิตคอยน์ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นฟองสบู่ขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิล กล่าวในงานเสวนา Nordic Business Forum ที่สวีเดน เมื่อ 3 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า เขาได้ขายบิตคอยน์ไปเกือบทั้งหมดแล้ว หลังซื้อไว้ตั้งแต่ราคา 700 ดอลลาร์ ส่วนสาเหตุที่ขายนั้น เนื่องจากเขาไม่อยากกังวลกับราคาอีก จึงขายทิ้งไปเกือบทั้งหมด แล้วเหลือไว้ทดลองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์ตกลงต่อเนื่อง ต่ำกว่า 9,000 ดอลลาร์ และตกลงไปต่ำสุดเหลือเพียง 8,355.02 ดอลลาร์เท่านั้น

ขณะที่หัวหน้าห้องค้าเอเชียแปซิฟิกของบริษัทค้าเงินตรา Oanda วิเคราะห์ว่า บิตคอยน์จะตกลงไปต่ำสุดที่ระดับ 5,000-6,000 ดอลลาร์ และจะฟื้นตัวในระยะยาว มาอยู่ที่ 10,000-15,000 ดอลลาร์

ขณะที่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (31 ม.ค.61) ที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ มีรายงานว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 2 เสียชีวิตอยู่ในห้อง หลังจากมีอาการเครียด โดยก่อนหน้านี้ นักศึกษาคนดังกล่าวเคยได้กำไรจากการค้าเงินคริปโต (เงินสกุลดิจิทัล) ถึง 200 ล้านวอน (ประมาณ 6 ล้านบาท) ก่อนจะขาดทุนอย่างหนัก เมื่อราคาเงินสกุลดังกล่าวตกลงฉับพลัน

หุ้นร่วงหนักทั่วโลก ดาวโจนส์ติดลบวันเดียว

หุ้นดาวโจนส์ตกลงมาถึง 1,175 จุด ภายในเวลาแค่วันเดียว ซึ่งนับว่าเป็นการตกลงที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินสหรัฐฯ ฉุดตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ร่วงตาม 2-4%

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของสหรัฐฯ ร่วงลงไปกว่า 1,600 จุดในระหว่างชั่วโมงซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ก.พ.) ก่อนจะมีแรงช้อนซื้อในช่วงก่อนปิดตลาด ทำให้ดัชนีปิดการซื้อขายที่ 24,345.75 จุด ร่วงลงมามากถึง 1,175 จุด หรือ 4.6% ซึ่งนับว่าเป็นการตกที่รุนแรงที่สุดภายในเวลา 1 วันของประวัติศาสตร์การเงินสหรัฐฯ และเป็นวันที่ตลาดผันผวนหนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินเมื่อปี 2008 ซึ่งหุ้นทำสถิติร่วงวันเดียว 777 จุด

ภาวะหุ้นตกครั้งนี้เป็นการลดมูลค่าต่อเนื่องจากวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ดาวโจนส์ปิดตัวร่วงลงมา 665.75 จุด หรือ 2.54% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยอัตราการจ้างงานที่เพิ่มสูงขึ้นและการขึ้นค่าแรง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ในปีนี้

หากค่าแรงเพิ่มขึ้นในอเมริกา ก็มีแนวโน้มว่าประชาชนจะออกมาใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เฟดต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยหมายถึง ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการและนักลงทุนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปยังแหล่งอื่น ๆ ที่น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยในปีนี้ นักลงทุนได้คาดการณ์ไว้ว่าเฟดอาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 – 3 ครั้ง

การที่ดาวโจนส์ร่วงลงมาถึง 1,175 จุดในเวลาแค่วันเดียว ก็ทำให้ ดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี500 ร่วงลงมา 3.8% และ แนสแดคก็ร่วงลงมา 3.7% เช่นเดียวกัน ส่วนตลาดหุ้นเอเชียเช้าวันนี้ ดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่นร่วงลงไปทันที 4.7% เมื่อเปิดตลาด และตลาดหุ้นออสเตรเลีย S&P/ASX200 ก็ร่วงลงไป 3% ส่วนดัชนีคอสปีของเกาหลีใต้ร่วงไป 2.28%

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงราว 2% ล่าสุดดัชนีอยู่ที่ 1,771 จุด